M mode พื้นฐานการถ่ายภาพที่ควรรู้

M mode พื้นฐานการถ่ายภาพที่ควรรู้

มาถึงโหมดสุดท้ายที่เรียกได้ว่าเป็นโหมดขั้นสุดของช่างภาพที่ต้องชำนาญแล้วอย่างมาก

ต้องรู้ถึงพื้นฐานต่างๆแล้วก็ต้องรู้จักวิเคราะห์แล้วอแดปได้เอง ซึ่งอันนี้ก็ต้องเตือนไว้หน่อยเลยว่า การที่มือใหม่เพิ่งหัดเล่นกล้องจะมาหัดจับโหมดนี้เลย ไม่ได้ผิดอะไร แต่ก็ต้องยอมรับในรูปภาพที่ได้ถ่ายออกมา ว่าอาจจะหาภาพที่ใช้ได้น้อยหน่อย ภาพเสียต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน แม้แต่ผู้ที่ชำนาญมากๆแล้วก็บอกได้เลยว่า ยังมีภาพเสียๆบ้างเลยล่ะ

การใช้โหมดนี้ เป็นการฝึกฝนขั้นสุด

ที่เรียกได้ว่าถ้าฝึกไปเรื่อยๆจนภาพเสียน้อยลงเรื่อยๆแล้ว คุณก็จะถือว่าเป็นช่างภาพที่เก่งคนนึงเลยละ ในเชิงเทคนิคนะ ไม่ใช่เก่งในเชิงภาพสวย เพราะภาพสวยไม่สวย ดีไม่ดีนั้นขึ้นอยู่กับองค์ประกอบทางความคิดของคนถ่ายเท่านั้น โหมดนี้ชื่อเต็มๆคือโหมด Manual ก็คือตรงตามคำมันเลย

ต้องปรับทุกอย่างเอง เพราะโหมดนี้จะเปิดอิสระให้กับช่างภาพอย่างเต็มที่ จะไม่พยายามเข้ามาแทรกความคิดความอ่านของช่างภาพ ค่าความเร็วชัตเตอร์ แล้วก็คว่ารูรับแสง หรือค่า ISO ก็ตามเราสามารถปรับเองได้หมดเลย ดังนั้นจำเป็ฯต้องรู้ถึงความสัมพันระหว่างค่าต่างๆเป็นอย่างดี รวมถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากกระปรับค่าเหล่านี้นเป็นอย่างดีเช่นกัน นี่คือการแนะนำเล็กน้อยสำหรับมือใหม่ที่อยากข้ามขั้นมาใช้โหมดนี้เลยทันที ก็ค่อยๆปิดระบบออโต้ อย่างเช่นค่า ISO แรกๆของการฝึกใช้ก็เปิดมันเป็นอัตโนมัติไว้ก่อน

เพื่อที่จะได้ไม่มือยุ่งเป็นระวิงจนเกินไป ยิ่งค่าสมดุลแสงขาวนี่อัตโนมัติไว้ก่อนเลย เพราะถ้าปรับตัวนี้ด้วย ก็ต้องไวขึ้นไปอีกแถมตาต้องไวเรื่องสีอีกด้วยไม่ใช่แค่เรื่อง มืด กับ สว่าง

ช่างภาพที่เป็นระดับมืออาชีพนั้นล้วนแต่ใช้โหมดนี้เป็นส่วนใหญ่ เพราะโหมดนี้สามารถดึงเอาความคิดของช่างภาพออกมาได้มากที่สุด แต่ก็อย่างว่าละนะ เราต้องฝึกพื้นฐานแล้วก็ฝึกการควบคุมกล้องให้ชำนาญจนเป็นดั่งแขนขาของตัวเองให้ได้ซะก่อน ถึงจะสามารถปรับค่าทุกอย่างได้อย่างรวดเร็วแล้วก็สื่อจินตนาการออกมาได้อย่างถูกต้องที่สุด

ประเพณีและวัฒนธรรมที่มีมาอย่างยาวนานของไทย

 เชื่อว่าไม่ว่าจะสัญชาติไหนก็ตาม ล้วนต่างมีความเชื่อ วัฒนธรรม และประเพณีด้วยกันทั้งนั้น

การที่มีวัฒนธรรมที่ดีนั้นย่อมเป็นเรื่องที่ดีอยู่แล้วแต่ทว่าการมีประเพณี วัฒนธรรมนั้นต่างกันออกไปตามพื้นที่ สัญชาติ หรือประเทศ เพราะสิ่งเหล่านี้ขึ้นอยู่กับสิ่งรอบข้างหรือความเป็นอยู่ ไม่มีทางที่จะทำให้เป็นเหมือนกันได้ทั่วโลกอย่างแน่นอน เพราะคนเรามีความคิด ความชอบ ที่แตกต่างกันออกไป สิ่งๆเหล่านี้จึงเป็นประเพณีที่น่าค้นหา และน่าศึกษาเป็นอย่างมาก

วัฒนธรรมและประเพณีที่มีความต่างกันดีอย่างไร

ลองคิดเล่นๆดูนะว่าหากวัฒนธรรมประเพณีต่างๆเหมือนกันทั่วโลกจะเกิดอะไรขึ้น แต่ที่สำคัญก็น่าจะเป็นสองสิ่งนี้คือมีข้อดีและข้อเสีย แต่ทว่าหลักความเป็นจริงก็ไม่สามารถนำมารวมกันได้เลยแม้แต่น้อย จะให้ทุกพื้นที่มีวัฒนธรรมหรือประเพณีเดียวกันเป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอน ข้ามคำว่ายากไปได้เลยเพราะไม่มีทางที่จะเกิดขึ้นได้จริง

แต่ถ้าหากพูดถึงความแตกต่างของวัฒนธรรมมีความดีอย่างไร ตามความคิดของฉัน ฉันว่ามันเป็นการดีอย่างหน฿ง เป็นการน่าค้นหาเป็นอย่างมาก การที่ฉันได้ออกท่องเที่ยวไปตามสถานที่ต่างๆมันทำให้เห็นถึงวัฒนธรรมต่างๆที่มีความหลากหลายไปจากในสิ่งที่ฉันเจอมา มันมีความน่าค้นหา มีประวัติที่น่าสนใจ ตามพื้นที่นั้นๆ 

การท่องเที่ยวแล้วไปเจอวัฒนธรรม ประเพณีต่างๆเป็นเรื่องที่ดี

เพราะการที่เราได้ท่องเที่ยวก็เพียงเพราะต้องการเจออะไรที่มีความต่างออกจากเดิมหรือสิ่งที่เห็นและสัมผัสอยู่ ดังนั้นการที่เราได้ท่องเที่ยวได้พบเห็นกับวัฒนธรรม ประเพณีต่างๆ ได้สัมผัสถึงวิถีการใช้ชีวิตแบบในที่ๆเราไม่เคยสัมผัสมาก่อน มันเป็นการแลกเปรี่ยนประสบการณ์ค่อนข้างดี บางอย่างก็บ่งบอกให้เราอยากกลับไปสัมผัสอีก แต่บางที่ก็ช่างน่าค้นหาเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของประเพณีต่างๆ วัฒนธรรมต่างๆหรือแม้กระทั่งการดำรงชีวิตความเป็นอยู่หรือเรื่องลี้ลับที่น่ากลัวก็ตาม 

ทำไมตามความเชื่อของแต่ละพื้นที่มีความเชื่อที่แตกต่างกัน 

ความเชื่อของคนส่วนใหญ่เกิดจากการที่เราได้อยู่กับพื้นที่นั้นๆ ได้ฟังถึงเรื่องเล่าของสถานที่ และการปฎิบัติกันมาตามรูปแบบเดิมที่มีมาอย่างยาวนาน ทำให้เกิดเป็นความเชื่อสืบทอดกันมา และยังคงเป็นการปฏิบัติต่อเนื่องไปเรื่อยๆ อาจจะมีการผิดแปลกไปจากเดิมบ้างในบางพื้นที่ เนื่องจากการสืบทอดในรุ่นสู่รุ่นย่อมมีการคลาดเคลื่อนกันไปบ้าง แต่ก็ยังคงดำรงต่อกันมาและน่าจะสืบทอดต่อกันไปตลอดกาล 

สำหรับคนรุ่นใหม่อย่างเราๆ ควรจะสืบทอดประเพณีในรูปแบบเดิมๆให้เหมือนเดิมมากที่สุด

เพื่อประเพณีหรือวัฒนธรรมแบบเก่าๆจะได้ไม่หมดไป และเพื่อให้ลูกหลานของเราได้ตะหนักถึงที่มาของพื้นที่ที่เราอาศัยอยู่และเรื่องเล่าของคนรุ่นเก่าๆประวัติและอะไรที่สำคัญๆจะได้ไม่หมดไป

การออกแบบและสเก็ตช์ภาพ หนึ่งในสิ่งสำคัญในการออกแบบเสื้อผ้า

การออกแบบและสเก็ตช์ภาพ หนึ่งในสิ่งสำคัญในการออกแบบเสื้อผ้า

หลังจากที่เราได้มี ความคิดริเริ่ม ในการคิดนอกกรอบแล้วละก็ ก็ต้องตามมาด้วยการเอาสิ่งในหัวออกมาเป็นภาพให้สามารถเห็นจิตรการของตัวเองได้

เป็นขั้นตอนที่สำคัญอย่างมากไม่สามารถข้ามขั้นตอนนี้ไปได้

เพราะว่าจะไม่สามารถเห็นภาพได้ชัดเจนถ้าเกิดไม่กลั่นออกมาเป็นภาพสเก็ตช์ให้เห็นซะก่อน ซึ่งที่จำเป็นก็แค่ง่ายๆ กระดาษ ดินสอ แล้วก็มีดินสอสีหรือปากสีก็จะดีขึ้นมาก

เริ่มต้นง่ายๆด้วยการที่เรานำกระดาษออกมาแล้วก็ใช้ดินสอสเก็ตช์สิ่งที่อยู่ในหัวออกมาเรื่อยๆ

จะหมดกระดาษไปกี่ใบก็แล้วแต่ แล้วในการสเก็ตช์เราควรจะมีข้อมูลจากความจริงเข้ามาผสมด้วยอย่างเช่นพื้อผิวหรือรูปแบบลวดลายต่างๆเพื่อนำมาอ้างอิงในจิตรการของเราให้ดูภาพออกได้ง่ายขึ้น ซึ่งทั้งหมดนั้นจะนำมาจากแรงบรรดาลใจจากการพบเจอสิ่งต่างๆไม่ว่าจะจากชีวิตประจำวันที่เห็นหรือว่าจากในการท่องเว็ปไซด์ต่างๆก็ตามแต่สุดท้ายเราจะนำเอามาประกอบเป็นแบบชุดที่ดีที่สุดของตัวเองยังไงล่ะ ในการสเก็ตช์นั้นไม่ได้แค่ทำให้เราได้เห็นภาพแบบชุดของเราได้ชัดขึ้นเท่านั้น แต่สามารถใส่รายระเอียดขั้นตอนการทำลงไปเป็นขั้นๆได้ด้วย ถือเป็นการลำดับขั้นตอนไปในตัว ถ้าเทียบการสายงานอื่นก็คือการร่างแผนงานหรือการเขียนแบบสร้างตึกอะไรประมาณนี้ แต่การที่จะเป็นแบบแปลนที่สำเร็จได้จริงๆนั้น สุดท้ายแล้วควรจะต้องระบายสีให้เห็นถึงภาพที่สมบูรณ์ด้วย

นี่คือการร่างแบบที่ถือว่าสำคัญที่สุด

เพื่อที่จะได้เห็นภาพและขั้นตอนของจิตรการของเราว่าออกมาเป็นจริงแล้วจะเหมือนกับสิ่งที่เราคิดไหม บางทีอยู่ในหัวกับอยู่ในกระดาษอาจจะไม่เหมือนกันหรือไม่ถูกใจเราซักทีเดียว เพราะเวลาอยู่ในหัวนั้นอาจจะเห็นเป็นแค่ส่วนๆที่เราคิดว่าสวยงาม แต่การสเก็ตช์ออกมาแล้วเราก็จะได้พิจารณาภาพรวมว่าดูดีขนาดไหนยังไงล่ะ การร่างภาพสเก็ตช์นั้นจะทำมากี่แบบก็ได้แต่ควรจะเริ่มทำจากแบบท็อปๆในหัวซะก่อนนะ

Claude Monet สุดยอดศิลปินเอกของโลก

Claude Monet สุดยอดศิลปินเอกของโลก

                ต้องยอมรับเลยว่าผลงานของศิลปินขึ้นชื่อคนนี้มีความน่าหลงไหลอย่างมาก มอแน เป็นผู้คิดค้นแนวการวาดภาพที่เดียวกว่าอิมเพรสชั่นนิสม์

ซึ่งอธิบายได้อยาก ดูรูปของเขาแล้วก็จะเขาใจว่าเป็นอารมณ์ประมาณไหน ซึ่งหนทางของผลงานแบบใหม่ที่เขาตั้งขึ้นมานั้นเป็นหนทางที่ลำบากใช้ได้เลยล่ะ

ไม่ใช่ว่าจะง่ายอย่างที่คิด แล้วก็คงเป็นศิลปินอีกคนที่ผลงานดังแบบหยุดไม่อยู่ตอนที่เขาได้สิ้นชิวิตไปแล้ว

เขานั้นเกิดที่ประเทศฝรั่งเศส เมืองปารีสที่แสนยิ่งใหญ่เลยล่ะ แล้วเขาก็ได้สนใจที่จะในศิลปะแล้วก็ย้ายไปเรียนเรื่องนี้โดยเฉพาะที่เมืองเลออาฟวร์ ที่ฝรั่งเศสตอนบน เขาก็ถือเป็นดาวรุ่งด้านงานศิลปะเลบทีเดียว เพราะเขาอายุเพียงแค่19 ก็มีผลงานที่ทำให้คนสนใจไม่น้อยเลย แล้วต่อมาเขาก็ได้มาเรียนกับศิลปินที่มีชื่อเสียงในกรุงปารีส ซึ่งก็เป็นเมืองที่มีการแข่งขันสูงมากด้านศิลปะ แล้วเขาก็ได้คิดว่าถ้าเขาไม่ทำอะไรที่แตกต่างเขาคงไม่สามารถเกิดได้ในฐานะศิลปินคนดังของโลก

เขาจึงหาคนที่มีแนวคิดเดียวกับเขาแล้วก็ได้ก็ได้ออกผลงานที่มีแนวแตกต่างจากศิลปินดังๆคนอื่นๆอย่างสิ้นเชิง ซึ่งนางแบบในตอนนั้นก็ดันกลายมาเป็นภรรยาของเขาจนได้ ที่ปารีสนี้เขาก็ได้สร้างผลงานชื่อดังมากมาย แล้วเขากับเหล่าเพื่อนก็ได้เปิดการแสดงผลงานของเขาเองขึ้นมา

นั้นแหละคือจุดเริ่มต้นของภาพวาดแนวใหม่ของเขา อิมเพรสชันนิสม์ ซึ่งพวกเขาก็หวังไว้ว่าทุกอย่างจะเป็นไปได้ด้วยดี แต่นั้นไม่ใช่เลย เพราะว่าผลงานแนวใหม่ของเขานั้นถูกศิลปินคนอื่นๆต่อต้านอย่างรุนแรงแล้วนั้นทำให้เขากลายเป็นศิลปินแห้งอย่างไม่ต้องสงสัยเลย ซึ่งนานเลยนะหลายสิบปี ที่เขาอยู่แบบไม่มีเงินจะกิน

แล้วเขาจึงทนไม่ได้แล้วเขาก็ย้ายออกจากปารีสไปอยู่ที่จิแวร์นีย์ เขาก็ได้เปลี่ยนแนวนิดหน่อยด้วยการหาเงินเลี้ยงปากท้องด้วยสวนดอกไม้ แล้วก็คงเป็นวิวที่น่าชื่นชมเขาเลยนำมาวาดรูปโดยใช้ฉากของสวนดอกไม้เขาเอง นั้นกลายเป็นผลงานที่โด่งดังซะยกใหญ่เลยล่ะ แล้วเขาก็เสียชีวิตลงตอนอายุ 86 ปี