วันชาติ

วันชาติ เป็นการเฉลิมฉลองอย่างหนึ่งที่จัดขึ้นทั่วโลก

เเต่ไม่ใช่จัดขึ้นเวลาเดียวกันทั้งโลก เเต่เป็นการเเสดงความยินดีกับประเทศของตัวเอง ซึ่งวันชาติเเต่ละประเทศนั้นก็ไม่ตรงกันอยู่เเล้ว วันชาติของประเทศอื่นอาจมีการเฉลิมฉลองไม่เหมือนกัน วันชาติจัดมาเพื่อเเสดงความเป็นเอกราชของประเทศชาติที่กว่าจะมีชาตินี้ได้มันผ่านอะไรมาบ้าง วันชาติเเต่ละประเทศจะมีการเฉลิมฉลอง เช่น การเดินขบวนพาเหรด การเเต่งชุดประจำชาติ การติดไฟประดับตกเเต่งไห้กับสถานที่สำคัญ

หลายๆประเทศใช้วันเอกราชมาเป็นวันชาติ เพราะที่ต่างประเทศจะเเยกตัวออกมาจากการเป็นเมืองขึ้นของประเทศอื่นทั้งนั้น จึงยกวันที่เเยกตัวออกมาจากประเทศอื่นเป็นวันชาติ หมายความว่าประเทศได้เป็นเอกราชเเล้วนั่นเองวันชาติถือว่าเป็นความภาคภูมิใจอย่างหนึ่งของคนทั้งประเทศ ในเเต่ละเดือนจะมีวันชาติของประเทศต่างๆเกิดขึ้น 

ประเทศที่จัดวันชาติที่ยิ่งใหญ่เเละสวยงามที่สุดคือประเทศฝรั่งเศส จะเปิดเเสงไฟเเละของประดับตกเเต่งรอบทั้งเมือง เพื่อเป็นความภาคภูมิใจของคนในประเทศตัวเอง โดยวันชาติเเถบๆเอเชียนั้น ก็จะมีความเเตกต่างกันออกไป เช่น การทำธงใหญ่ๆมาโชว์ การทำธงประจำชาติตัวเองปักตามทางตามถนน เพื่อเเสดงถึงความมีเอกราช

ส่วนประเทศไทยของเราวันขาติตรงกับพ่อพอดี ประเทศไทยจึงมีการจัดทำบุญใหญ่ ตักบาตรกันเเต่เช้า สวดมนต์ ไม่ค่อยเฉลิมฉลองกันเหมือนเเถบยุโรปเท่าไหร่นัก เพราะว่าประเทศไทยตรงกับวันพ่อพอดี เลยต้องมีการทำบุญตอบเเทนคุณพ่อเเม่ไปด้วย จึงมีการสวดมนต์ทำบุญครั้งใหญ่ เพราะประเทศไทยเป็นเมืองพุทธศาสนิกชนเเละตรงกับวันพ่อพอดี ก็เลยมีการจัดการทำบุญครั้งใหญ่นั่นเอง บอกได้เลยว่าวันชาตินั้นเป็นวันที่มีความยิ่งใหญ่เเละสำคัญที่สุดของคนในประเทศนั้น ๆเพราะกว่าจะมาเป็นประเทศได้ต้องผ่านอะไรมาบ้างเช่น การตกเป็นเมืองขึ้น 

การต้องเอาเเผ่นดินบางส่วนเข้าเเลกกว่าจะเเยกออกมาเป็นประเทศ ซึ่งเมื่อถึงวันชาติเเล้ว ประเทศอื่นๆก็ต่างเเสดงตัวเองว่ารักชาติ เพราะทุกประเทศมีเรื่องราวเเละประวัติศาสตร์ของมัน ต้องจัดเพื่อลำลึกว่าประเทศเรากว่าจะเป็นเอกราชได้ต้องใช้เวลานานขนาดไหน วันชาติจึงมีความสำคัญที่สุดของประเทศนั้น ๆ

เเต่ละประเทศจัดไม่เหมือนกัน เพราะประวัติความเป็นมาของประเทศจะยากลำบากต่างกัน บางประเทศรักประเทศเเบบยิ่งใหญ่ ก็จะจัดเเบบอลังการหน่อย สุดท้ายนี้วันชาติก็เป็นวันที่ทุกประเทศต้องลึกลึกถึงความหลังอยู่เเล้วว่ากว่าจะเป็นเอกราชจะต้องเสียอะไรมาบ้าง วันชาติจึงเป็นวันที่สำคัญวันหนึ่งของทุก ๆประเทศ

 

สนับสนุนโดย  เล่นบาคาร่าให้ได้เงิน

พิธีขบวนพยุหยาตราชลมารค

เมื่อวันพฤหัสบดี ที่ 12 ธันวาคม 2562 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ

พร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีนารีรัตนราชกัญญาฯ และสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ ได้เสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนคร

โดยขบวนพยุหยาตราชลมารคเนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

พิธีขบวนพยุหยาตราชลมารค เป็นขบวนเสด็จพระราชดำเนินทางน้ำซึ่งเป็นอีกหนึ่งราชประเพณีไทยที่มีมาแต่ช้านาน โดยมีหลักฐานชัดเจนมาตั้งแต่สมัยอยุธยา

เนื่องจากเรือในขบวนมีการสลักโขนเรือเป็นรูปสัตว์ในเทพนิยาย มีการจัดขวบหลากหลายแบบ เป็นที่รู้จักกันดีคือ “ขบวนพยุหยาตราเพชรพวง” ปรากฏใน ลิลิตพยุหยาตราเพชรพวง ลิลิตพรรณนากระบวนเรือ ที่ประพันธ์โดยเจ้าพระยาพระคลัง เมื่อปีพ.ศ.2533 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลมหาราช โดยยึดถือตามแบบแผนดั่งเดิมของสมัยอยุธยา

การเสด็จทางน้ำ หรือที่เรียกว่า ขบวนพยุหยาตราชลมารค

นั้นมีหลักฐานมาตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัย ซึ่งมีหลักฐานปรากฏเอาไว้ว่า พระร่วงเจ้า(พระมหาธรรมราชาที่1) ทรงได้ใช้เรือออกลอยกระทง ณ กลางสระน้ำ ในยุคที่กรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ตามบันทึกของพงศาวดารที่เขียนไว้ว่า สมเด็จพระนเรศวรเมื่อคราวเสด็จไปตีเมืองเมาะตะมะ เสด็จพระราชดำเนินจากรุงศรีอยุธยาโดยชลมารค

เมื่อถึงเวลาฤกษ์ตามพระโหราราชครูอธิบดีศรีทิชาจารย์ ก็ลั่นกลองฆ้องชัยให้เราทหารพายเรือพระที่นั่งศรีสุพรรณหงส์ ซึ่งเป็นเรือทรงพระพุทธปฏิมากรทองนพคุณ บรรจุพระบรมสารีริกธาตุถวายพระนามสมญา พระพิชัย นำขบวนออกไปก่อนเพื่อความเป็นสิริมงคล

ในสมัยที่ราชธานียังเป็นกรุงศรีอยุธยา ตัวเกาะกรุงนั้นเป็นเกาะที่ล้อมรอบไปด้วยแม่น้ำลำคลอง

ทำให้ผู้คนในสมัยนั้นมีชีวิตที่ผูกผันกับสายน้ำ จึงปรากฏการก่อสร้างเรือรบขึ้นมากมายในกรุงศรีอยุธยา เมื่อยามบ้านเมืองสงบสุข ชาวกรุงศรีอยุธยาจะหันมาเล่นเพลงเรือ แข่งเรือกัน

โดยเฉพาะพระเจ้าแผ่นดินกรุงศรีอยุธยา เมื่อเดส็จฯแปรพระราชฐานไปยังหัวเมืองต่างๆ หรือเสด็จฯไปทรงทำพระราชกรณียากิจ ก็มักจะใช้เรือรบโบราณเหล่านั้นจะเป็นขบวนเรืออย่างยิ่งใหญ่ ดังนั้นในสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช มีขบวนเรือเพชรพวง ซึ่งเป็นเรือริ้วขบวนที่ใหญ่มาก

ในระหว่างการเคลื่อนขบวนก็มีการเห่เรือพร้อมประโคม จนเกิดเป็นวรรณกรรมร้อยกรองที่ไพเราะ คือ กาพย์เห่เรือ เจ้าฟ้าธรรมธิเบศร์ หรือ เจ้าฟ้ากุ้ง ในสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบนมโกศ ในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ซึ่งมีการบรรยายถึงความงดงาม ลักษณะของเรือ และยังเป็นแม่แบบของกาพย์เห่เรือที่ยังคงใช้กันในขบวนเรือปัจจุบัน

 

ขอบคุณบทความของ แทงบอลไม่มีขั้นต่ำ ที่ให้การสนับสนุน

Wide angle Lens

หนึ่งในพื้นฐานเลนส์ที่ทุกคนควรรจะได้เรียนรู้การใช้แล้วก็ได้รู้พื้นฐานว่าควรจะได้ใช้เลนส์ระยะกว้างแบบนี้เมื่อไหร่

ซึ่งประวัติศาสตร์เลนส์ระยะที่เรียกว่ามุมกว้างนี้จริงๆแล้วเป็นเลนส์ที่ทำได้ยากมาก ยิ่งสมัยแรกๆที่มีกล้องฟิล์มโผล่ขึ้นมานั้น เลนส์มุมกว้างยังไม่มีใครจินตนาการออกเลยว่าเป็นอย่างไร

แต่พอมีค่ายที่สามารถคิดค้นขึ้นมานั้นก็ทำให้เลนส์ระยะนี้ดังเปรี้ยงขึ้นมา แต่ละค่ายแห่กันสร้างสูตรเลนส์มุมกว้างขึ้นมาบ้าง แล้วเหล่าช่างภาพใครได้ใช้ก็ถือว่าสุดยอดหรูแล้ว

 

นั้นเป็นเหตุให้กล้องฟิล์มในยุคสมัยก่อนที่เป็นระบบกล้องที่ไม่ใช่มองผ่านเลนส์ มีกรอบเอาไว้คอมโพสภาพเพียงแค่ระยะ 50mm แล้วนั้นก็เป็นขึ้นจำกัดในการใช้เลนส์ระยะมุมกว้างนี้

เลนส์มุมกว้างนั้นเป็นเลนส์ที่สร้างความไม่สมจริงให้กับภาพมากที่สุด ยิ่งระยะยิ่งกว้าง (นั้นก็คือตัวเลขยิ่งเยอะ)

ก็จะยิ่งทำให้ภาพนั้นดูกว้างขึ้น ตรงกลางจะดูเล็กและไกลขึ้น แล้วตามขอบภาพจะดูกว้างขึ้นไปอีก เหมือนมีการยืดออกไปอีก นั้นเป็นเหตุให้ภาพที่ถ่ายในที่แคบๆจะทำให้ที่นั้นดูกว้างใหญ่ขึ้นมา

ดังนั้นเลนส์ประเภทนี้จึงเหมาะอย่างมากกับการนำไปถ่ายสถาปัตยกรรม แล้วก็ยิ่งเรื่องสาย landscape ยิ่งเหมาะเช่นกันเพราะจะสร้างความดูอลังการได้อย่างมากขึ้นเยอะ แต่บางคนอาจจะคิดว่ารายละเอียดดูเล็กเกินไป ซึ่งถึงแม้ว่าจะมีคนบอกกันว่าเลนส์ประเภทนี้เหมาะกับการถ่ายภาพสไตล์นู้นนี่

ผมก็ต้องของบอกว่าไม่เชิงซะทีเดียวนะ เพราะว่าเลนส์มุมกว้างนำไปถ่ายภาพ Portrait ก็พอได้เหมือนกัน แถมจะช่วยให้ตัวแบบนั้นขายาวขึ้นด้วยถ้าจัดคอมโพสให้ขาอยู่แถวๆขอบนอกจุดตัดเก้าช่อง

แต่ก็ต้องขอเตือนเรื่องการคอมโพสใบหน้า ว่าไม่ควรจัดไว้นอกช่องกลางของจุดตัดเก้าชองนี้ เพราะจะทำให้ใบหน้ายืดไม่ก็บานออกได้

เลนส์ประเภทมุมกว้างนี้ก็มีแบ่งออกเป็นอีกสองแบบคือ Wide angle แล้วก็ Ultra Wide angle นั้นก็คือกว้างแล้วก็กว้างมาก ระยะนี้ถ้าจะเริ่มใช้ก็ขอแนะนำระยะต้นๆเช่น 35mm ใช้ได้ง่ายมากแล้วก็เป็นระยะเริ่มต้นที่โด่งดังที่สุดของระยะนี้ ทำให้คนที่รู้สึกอึดอัดกับระยะ normal ได้รู้สึกถ่ายง่ายขึ้น ส่วนตัวผมชอบใช้ระยะ 24mm และ 35mm

M mode พื้นฐานการถ่ายภาพที่ควรรู้

M mode พื้นฐานการถ่ายภาพที่ควรรู้

มาถึงโหมดสุดท้ายที่เรียกได้ว่าเป็นโหมดขั้นสุดของช่างภาพที่ต้องชำนาญแล้วอย่างมาก

ต้องรู้ถึงพื้นฐานต่างๆแล้วก็ต้องรู้จักวิเคราะห์แล้วอแดปได้เอง ซึ่งอันนี้ก็ต้องเตือนไว้หน่อยเลยว่า การที่มือใหม่เพิ่งหัดเล่นกล้องจะมาหัดจับโหมดนี้เลย ไม่ได้ผิดอะไร แต่ก็ต้องยอมรับในรูปภาพที่ได้ถ่ายออกมา ว่าอาจจะหาภาพที่ใช้ได้น้อยหน่อย ภาพเสียต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน แม้แต่ผู้ที่ชำนาญมากๆแล้วก็บอกได้เลยว่า ยังมีภาพเสียๆบ้างเลยล่ะ

การใช้โหมดนี้ เป็นการฝึกฝนขั้นสุด

ที่เรียกได้ว่าถ้าฝึกไปเรื่อยๆจนภาพเสียน้อยลงเรื่อยๆแล้ว คุณก็จะถือว่าเป็นช่างภาพที่เก่งคนนึงเลยละ ในเชิงเทคนิคนะ ไม่ใช่เก่งในเชิงภาพสวย เพราะภาพสวยไม่สวย ดีไม่ดีนั้นขึ้นอยู่กับองค์ประกอบทางความคิดของคนถ่ายเท่านั้น โหมดนี้ชื่อเต็มๆคือโหมด Manual ก็คือตรงตามคำมันเลย

ต้องปรับทุกอย่างเอง เพราะโหมดนี้จะเปิดอิสระให้กับช่างภาพอย่างเต็มที่ จะไม่พยายามเข้ามาแทรกความคิดความอ่านของช่างภาพ ค่าความเร็วชัตเตอร์ แล้วก็คว่ารูรับแสง หรือค่า ISO ก็ตามเราสามารถปรับเองได้หมดเลย ดังนั้นจำเป็ฯต้องรู้ถึงความสัมพันระหว่างค่าต่างๆเป็นอย่างดี รวมถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากกระปรับค่าเหล่านี้นเป็นอย่างดีเช่นกัน นี่คือการแนะนำเล็กน้อยสำหรับมือใหม่ที่อยากข้ามขั้นมาใช้โหมดนี้เลยทันที ก็ค่อยๆปิดระบบออโต้ อย่างเช่นค่า ISO แรกๆของการฝึกใช้ก็เปิดมันเป็นอัตโนมัติไว้ก่อน

เพื่อที่จะได้ไม่มือยุ่งเป็นระวิงจนเกินไป ยิ่งค่าสมดุลแสงขาวนี่อัตโนมัติไว้ก่อนเลย เพราะถ้าปรับตัวนี้ด้วย ก็ต้องไวขึ้นไปอีกแถมตาต้องไวเรื่องสีอีกด้วยไม่ใช่แค่เรื่อง มืด กับ สว่าง

ช่างภาพที่เป็นระดับมืออาชีพนั้นล้วนแต่ใช้โหมดนี้เป็นส่วนใหญ่ เพราะโหมดนี้สามารถดึงเอาความคิดของช่างภาพออกมาได้มากที่สุด แต่ก็อย่างว่าละนะ เราต้องฝึกพื้นฐานแล้วก็ฝึกการควบคุมกล้องให้ชำนาญจนเป็นดั่งแขนขาของตัวเองให้ได้ซะก่อน ถึงจะสามารถปรับค่าทุกอย่างได้อย่างรวดเร็วแล้วก็สื่อจินตนาการออกมาได้อย่างถูกต้องที่สุด