ภาพแต่งหน้าสะท้อนกระจก

ภาพแต่งหน้าสะท้อนกระจก หนึ่งในเทคนิคการถ่ายรูปกับกระจกให้น่าสนใจ

การแต่งหน้าเป็นการแสดงถึงความสวยความงามของเหล่าสตรีทั้งหลาย ไม่ว่าสาวคนไหนก็ต้องแต่งหน้าด้วยกันทั้งนั้น แต่ถ้าสาวคนไหนไม่ได้แต่งหน้า ก็คงต้องบอกว่ายากนะสำหรับการถ่ายเทคนิคแบบนี้ เพราะมันจำเป็นต้องอาศัยความเป็นธรรมชาติของการแต่หน้าด้วย

การถ่ายแนวนี้ก็เป็นอะไรที่เห็นได้อย่างบ่อยเช่นกัน คือการถ่ายลงนิตยสาร หรือว่าการถถ่ายโปรโมทโฆษณาสินค้าจำพวกเครื่องสำอางเป็นหลักนั้นเอง เห็นบ่อยมากๆเลยล่ะ การถ้าแบบนี้จะเป็นการเจาะความสนใจไปที่ใบหน้าของตัวแบบเป็นหลัง ดังนั้นแล้ว จึงมีความไม่ยากจนเกินไป แล้วก็ถ่ายเล่นได้อย่างง่ายๆ

การถ่ายเทคนิคนี้ จะมีสองสิ่งที่เป็นองประกอบสำคัญเพื่อที่จะทำให้ภาพนั้นสมบูรณ์ นั้นก็คือ หน้าของตัวแบบ และแสงหน้ากระจกนั้นเอง ดังนั้นแล้วจะเห็นว่าเมื่อเป็นการถ่ายเจาะเพียงแค่ประมาณครึ่งตัวถึงประมาตรงอกของแบบก็จริง อาจจะคิดว่าการจัดเตรียมสถานที่อาจจะไม่ยากมากนัก

แต่จริงๆแล้วต้องการการจัดฉากมากพอสมควรเลยล่ะ อย่างแรกคือของหน้ากระจกนั้น ความจริงเรื่องนี้คงไม่ต้องจัดมาก เพราะว่าปกติเหล่าสาวๆทั้งหลายก็ต้องมีเครื่องสำอางและอุปกรณ์อย่างมากมายอยู่แล้ว ดังนั้นแล้วปล่อยให้รกๆแบบนั้นได้เลย ต่อมาคือเรื่องของแสง แสงหน้ากระจกแต่งหน้านั้น จะต้องมีแสงที่สว่างพอเหมาะกับการแต่งหน้ามากๆ ไม่ควรจะเป็นแค่แสงของห้อง มันไม่เพียงพอแล้วก็ทิศทางแสงก็ไม่ได้ด้วย ดังนั้นแล้วจะต้องเป็นแสงของกระจกแต่งหน้านั้นเลย ต่อมาก็เป็นฉากที่สะท้อนกับกระจกด้วย จำเป็นจะต้องแสดงถึงความเป็นห้องแต่งตัวของสาวๆด้วย

จะได้ดูเข้ากันกับโจทย์ของการถ่ายแบบนี้ เรื่องต่อมานั้นก็คือตัวแบบ จริงอยู่ที่เป็นภาพที่เราจะจัดฉากให้ตัวแบบกำลังแต่งหน้า แต่ไม่ได้หมายความว่าหน้านางแบบยังแต่งไม่เสร็จนะ เราจะต้องให้แบบแต่งหน้าให้เสร็จจริงๆเสียก่อน แล้วค่อยแอบท่าถ่ายรูปเหมือนกำลังแต่งอยู่นั้นเอง ถึงจะได้ภาพของสาวที่สวยเพอเฟ็ค แน่นอนแหละว่าตัวแบบคงไม่ยอมให้ถ่ายแบบยังแต่หน้าครึ่งๆกลางๆแน่ๆล่ะ ไม่เช่นนั้นแล้วจะออกมาเป็นผีได้เลยนะ

การถ่ายแบบนี้จริงๆแล้วก็เหมาะกับแสงสีนวลๆหรือแสงสีขาวก็ได้ แต่ในความเป็นจริง ที่การแต่งหน้าจริงๆอาจจะต้องการแสงสีเดียวกับที่ๆเรากำลังจะไป เช่นถ้าออกนอกบ้านเฉยๆ ก็ต้องแต่งหน้ากับแสงสีขาว แต่ถ้าต้องไปงานราตรีแสงส้ม ก็ต้องแต่งหน้าที่แสงไฟส้มเช่นเดียวกัน จะได้ทำให้เราเห็นภาพได้ชัดเจนว่าเรากำลังดูเป็นแบบไหนกับแสงนั้นๆ

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  Holiday Palace ฝากขั้นต่ำ 100

กฎแห่งสีในการถ่ายภาพ

ไม่ว่าเรานั้นจะเริ่มนับหนึ่งในการถ่ายภาพหรือว่าเรานั้นจะเคยมีประสบการณ์ในการทำงานด้านศิลปะมาก่อน โดยช่างภาพหรือผู้ที่มีประสบการณ์ในการถ่ายภาพพวกเขาเหล่านี้นั้นมักจะไม่ค่อยคิดว่าตนเองนั้นเป็นศิลปิน

โดยเฉพาะในการถ่ายภาพเพื่อธุรกิจหรือการภาพถ่ายเพื่อหาผลกำไรมักจะมีข้อจำกัดในการถ่ายภาพที่มากมาย ทำให้ไม่สามารถมีอิสระและการใช้ความคิดสร้างสรรค์ที่จะใช้กับชิ้นงานหรือการถ่ายภาพได้อย่างเต็มที่ทำให้สิ่งเหล่านั้นถูกบดบังและคิดว่าการถ่ายภาพนั้นไม่ใช่งานศิลปะ 

บางคนอาจจะคิดว่าเรานั้นไม่สามารถถ่ายภาพแบบนี้ได้หรอก เพราะเรานั้นไม่มีเซ้นและมองว่าไม่สามารถที่จะถ่ายภาพออกมาให้ดูเป็นศิลปะได้เลย ซึ่งจริงๆแล้วนั้นช่างทุกคนสามารถที่จะถ่ายภาพในแบบต่างๆได้เพราะการถ่ายภาพนั้นถือว่าเป็นศิลปะอย่างหนึ่งเมื่อไหร่ที่เราได้มีการถ่ายภาพนั้นก็ถือว่าเรานั้นคือศิลปินคนหนึ่งนั่นเอง

เพราะการถ่ายภาพนั้นถือเป็นการวาดภาพด้วยแสงนั่นเอง อยู่ที่ว่าเรานั้นจะมองตัวเองว่ามีความพยายามมากพอที่จะเป็นศิลปินหรือเปล่านั่นเอง และสิ่งที่แสดงถึงความเป็นศิลปินในการถ่ายภาพ บางคนอาจจะคิดว่าการถ่ายเซฟฟี่แล้วดูไม่ดีก็เลยอาจจะมีการเปลี่ยนท่าเพราะเรานั้นอาจจะมีมุมบางมุมที่ดูดี

และเชื่อว่าทุกคนเคยผ่านประสบการณ์อย่างนี้มาแน่นอน บาครั้งนั้นเราอาจจะไม่ได้คิดว่าความเพียรพยายามของเรานั้นมีความสำคัญแต่สิ่งนี้ถือว่าเป็นกระบวนการหนึ่งของการเป็นศิลปินเลยทีเดียว เมื่อใดก็ตามที่เรามีการแก้ปัญหาด้วยการใช้ความคิดสร้างสรรค์เมื่อนั้นก็ถือว่าเป็นเหตุผลข้อหนึ่งที่เรานั้นจะสามารถเรียนตัวเองว่าศิลปินได้

กฎแห่งสีนั้นถือว่าเป็นกุญแจสำคัญในการที่จะช่วยให้เข้าใจว่าทำไมภาพนี้มันดูแย่หรือดูขาดอะไรไปเรานั้นสามารถที่จะแก้ไขในจุดไหนได้ ในช่วงที่มีการถ่ายภาพแรกๆนั้นอาจจะยังไม่ได้มีความเข้าใจในเรื่องสี แต่แน่นอนว่ามนุษย์ทุกคนนั้นมีการคอบสนองในเรื่องสีที่คล้ายๆกันและสิ่งเหล่านี้นั้นมักจะมาจากจิตใต้สำนึก

ยกตัวอย่างเช่น คนส่วนใหญ่นั้นจะรู้สึกสบายใจเมื่อมองไปยังพื้นที่สีเขียว อย่างไรก็ตามเราไม่สามารถปฏิเสธเรื่องสีเพราะสีถือเป็นสิ่งที่มีพลังสำคัญอย่างมาก เป็นสิ่งที่ขับดันเม็ดเศษที่ศิลปินต้องการจะสื่ออกไปถึงผู้ชมนั่นเอง

สีไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของแม่สีแสง หรือสีในแบบวัตถุธาตุความตรงกันข้ามของสีและสีเกี่ยวกับจิตวิทยา เป็นเรื่องที่ช่างภาพทุกคนนั้นควรที่จะให้ความใส่ใจในภาพของตัวเองเพราะภาพจะสวยงามได้นั้นก็ขึ้นอยู่กับมุมมองและสีในภาพด้วย

 

สนับสนุนโดย  สมัคร gclub royal1688

แสงและเงาสร้างมิติให้กับภาพ

แสงและเงาสร้างมิติให้กับภาพ หนึ่งในข้อดีการถ่าย Portrait ด้วยภาพขาวดำ

ภาพสีและภาพขาวดำ มีความแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดในเรื่องแสงและเงามากๆเลย ด้วยความเป็น simple สุดๆของภาพขาวดำนั้น จะมีเพียงแค่สีดำและขาว ที่ไล่เฉดตามแสงและเงาเพียงเท่านั้น ต่างจากภาพสีที่มีแสงและเงาที่กระทบบนสีหลายหลาย ให้ความรู้สึกและความหมายของภาพที่ต่างกัน และที่ต่างกันที่สุดก็คือ มิติ นี่แหละ

ถ้าภาพขาวดำไม่เล่นเรื่องมิติที่เกิดจากแสงและเงาก็เรียกได้ว่าไม่มีอะไรให้เล่นแล้ว เพราะทุกสิ่งที่ถูกบันทึกลงบนภาพขาวดำนั้น คือวัดกันที่ความมืดและสว่างเท่านั้น เรื่องของสีนั้นอาจจะส่งผลต่อเฉดของสีขาวดำก็จริง

แต่นั้นก็ไม่ใช่โจทย์ของนักถ่ายภาพขาวดำสักเท่าไหร่ พวกเขามักจะเลือกสีของแบบให้มีความเท่าเทียมกันของสีเขาและดำ แล้วก็จริงอยู่แหละว่าการถ่ายภาพสีเพื่อเล่นแสงและเงาก็มีอยู่มากมาย แล้วก็สวยงามเช่นกัน เพียงแต่ว่า ภาพขาวดำมันเกิดมาเพื่อการนี้ของแท้เลย คือต้องใช้แสงและเงาเท่านั้นเพื่อสร้างภาพให้มีมิติ ภาพสีนั้นถ้าไม่มีเรื่องของแสงและเงา อย่างน้อยก็มีสีที่ต่างกันที่ช่วยสร้างมิติขึ้นมา

มิติจากภาพขาวดำดีกว่ายังไง การที่ภาพสีและภาพขาวดำนั้นจะมีความเท่าเทียมกันของแสงและเงานั้น เกือบจะเรียกได้ว่าไม่มีจริง เพราะว่า สีนั้นถ้ามีมากเกินกว่าหนึ่งสี ก็จะทำให้สีในภาพสร้างมิติอีกมิตินึงขึ้นมาทันที แต่ถ้าภาพขาวดำ ถ่ายให้ตาย ก็มีเพียงสีขาวดำ ที่สร้างมิติภาพร่วมกันในภาพเดียวนั้น ถ้าจะให้ทำให้ใกล้เคียงกันจริงๆ

ก็คงต้องให้ตัวแบบถอดชุดทั้งหมดจนเห็นแต่เพียงสีเนื้อ แล้วก็เล่นแสงเงาในห้องมืดเท่านั้น ถึงจะแสดงถึงมิติภาพได้คล้ายกับสิ่งที่ภาพขาวดำมอบให้ ภาพที่เป็นเฉพาะขาวดำนั้น ถ้ามีแสงตกกระทบให้เกิดทรวดทรงของตัวนางแบบ ก็จะสร้างมิติที่ดูหน้าสนใจอย่างมากสำหรับงาน Portrait ไม่ว่าจะเป็นเงาบนใบหน้า เงาตามกล้ามเนื้อ และร่างกาย

ก็เป็นตัวบงบอกถึงมิติภาพทั้งหนั้น การเล่นส่วนโค้งส่วนเว้ารูปร่างร่างกายนั้นก็เป็นสิ่งที่ภาพขาวดำนั้นทำได้ดีอย่างยิ่งเลย ดังนั้นแล้วไม่แปลกหรอกถ้าเราเห็นภาพใดก็แล้วแต่ พยายามเล่นทรวดทรงของแบบนั้น มักจะเลือกถ่ายด้วยภาพขาวดำ ที่มีความชัดเจนเรื่องนี้กว่ามากๆ ส่วนภาพสีนั้นการมาถ่ายตามที่แสงและเงาต่างกันเยอะๆ อาจจะทำให้เป็นภาพเสียสำหรับส่วนที่เป็นสีโดนเงาจนมืดเป็นสีฉ้ำๆ ดังนั้นแล้วมันจึงเล่นได้ยากกว่านั้นเอง

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  เปิดบัญชีคาสิโนขั้นต่ำ100

ZEN MIND ไร้ร่องรอย 

เมื่อปฏิบัติเซน เธอจะเป็นหนึ่งเดียวกับเซน ไม่มีเธอ ไม่มีซาเซน เมื่อเธอคำนับก็จะไม่มีพระพุทธเจ้า ไม่มีตัวเธอ มีแต่การคำนับที่สมบูรณ์เท่านั้นที่เกิดขึ้น นี่คือนิพพาน

เมื่อองค์พระพุทธเจ้า ถ่ายทอดการปฏิบัตินี้ให้กับพระมหากัสสะปะ พระองค์เพียงแต่ทรงหยิบดอกไม้ขึ้นพร้อมทรงแย้มพระสรวล มีเพียงพระมหากัสสะปเท่านั้นที่เข้าใจความหมายของพระองค์ท่าน ไม่มีใครอื่นที่เข้าใจ

เราไม่รู้หรอกว่านี่คือเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์หรือไม่ แต่มันหมายถึงอะไรบางอย่างแน่นอน มันคือการแสดงให้เห็นถึงวิถีดั้งเดิมของเรา กิจกรรมที่ครอบคลุมทุกสิ่งทุกอย่างคือกิจกรรมที่แท้จริง ความลับของกิจกรรมนี้ได้รับการถ่ายทอดจากองค์พระพุทธเจ้ามายังพวกเรา นี่คือการปฏิบัติเซน ไม่ใช่คำสอนที่พระพุทธองค์ทรงสอนหรือกฎต่างๆ

เกี่ยวกับชีวิตที่พระองค์ทรงกำหนดขึ้น คำสอนหรือกฎจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงไปตามสถานที่ หรือตามผู้ที่ปฏิบัติ แต่ความลับของการปฏิบัตินี้จะเปลี่ยนแปลงไม่ได้ มันเป็นความจริงเสมอ

เพราะฉะนั้น สำหรับพวกเราแล้ว ไม่มีวิถีอื่นใดอีกในการใช้ชีวิตบนโลกนี้ ฉันคิดว่านี่คอนข้างจะจริง มันเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ง่ายเข้าใจได้ง่าย และปฏิบัติได้ง่าย ถ้าเธอเปรียบเทียบชีวิตที่ตั้งอยู่บนการปฏิบัติกับสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกนี้ หรือในสังคมมนุษย์ขณะนี้ เธอจะพบว่าความจริงที่พระองค์ทรงทิ้งไว้ให้เรานั้นมีค่าขนาดไหน นี่เป็นสิ่งที่ธรรมดามาก และการปฏิบัติก็ธรรมดามากด้วย กระนั้นก็ตาม เราจะต้องไม่เพิกเฉยกับมัน เราต้องค้นหาจนพบคุณค่านี้ยิ่งใหญ่นี้

ปกติแล้วอะไรที่เป็นเรื่องธรรมดา เราจะบอกว่า อ้อ ฉันรู้แล้ว มันธรรมดามาก ใครๆก็รู้กัน แต่ถ้าเราไม่พบคุณค่าของมัน ก็ไร้ความหมาย ก็เท่ากับการไม่รู้อะไรเลย ยิ่งเธอเข้าใจประเพณีของเธอเท่าไร เธอก็จะยิ่งเข้าใจว่าคำสอนนี้จริงแท้และสำคัญแค่ไหน เพราะฉะนั้น แทนที่จะเอาแต่วิพากษ์วิจารณ์ประเพณีของเธอ จงทุ่มเททั้งร่างกายและจิตใจในการฝึกวิถึชีวิตที่แสนจะธรรมดานี้ แล้วสังคมและประเพณีจะงอกงามจากตัวเธอเอง

ผ้ากำมะหยี่ดำ ของจำเป็นในกระเป๋ากล้อง

งงกันละสิ เอามาทำไม ก็ไหนมีการพกผ้านาโนเอาไว้เช็ดหน้าเลนส์แล้วก็ผ้าธรรมดาที่เอาไว้เช็ดตัวบอดี้ก็มีแล้ว ทำไมต้องพกผ้าอะไรอีก อยากจะบอกเลยว่าผ้ากำมะหยี่สีดำนี้เราจะนำมาใช้ประโยชน์คนละแบบกับผ้าตัวอื่นเลย เอาเป็นว่าตัดคำว่าผ้าออกไปได้เลย เพราะเราจะไม่ใช้มันในฐานะผ้าเช็ด

และก็ขอย้ำเลยว่าห้ามเด็ดขาด ห้ามนำผ้ากำมะหยี่นี้ไปเช็ดอะไรทั้งนั้นเลย เพราะผ้ากำมะหยี่นี้ไม่ได้มีคุณสมบัติในการเช็ดหรือซับอะไรได้ดีสักเท่าไหร่ ผ้านาโนดีกว่ามากนักในเรื่องการเช็ดและซับน้ำ อีกทั้งขนของมันอาจจะไม่นิ่มนวลด้วยมากนัก นั้นจะทำให้เกิดเป็นรอยขนแมวได้ด้วย

ผ้านี้พกพาได้ง่ายๆ แต่การพกผ้าทั้งหมดสามผืนก็ถือว่าเยอะอยู่นะ แถมผ้านาโน และผ้ากำมะหยี่สีดำนั้นเป็นอะไรที่พยายามพับพยายามม้วนยังไงก็ยังคงมีขนาดอยู่แหละ ไม่ใช่ว่าจะเล็กขนาดนั้น ถ้าพกครับสามผืนละก็ ถึงขั้นทำเอาเสียช่องไปช่องหนึ่งได้เลยทีเดียว แต่ก็เพื่อสุขภาพของกล้องก้เป็นสิ่งจำเป็นนะ เจ้าผ้ากำมะหยีสีดำนี้สรุปแล้วเอาไว้ทำอะไรกันแน่ล่ะ มันคือผ้าที่เอาไว้ใช้ช่วยในเรื่องเทคนิคการถ่ายภาพนั้นเอง

สำหรับชาวสายถ่ายภาพการแสดงไฟพลุเป็นอย่างเห็นได้ชัดเลย เรียกได้ว่าเป็นเทคนิคที่เกิดมาเพื่อสิ่งนี้ก็เป็นได้ เพราะเอาจริงๆก็คิดไม่ออกแล้วว่าจะให้ผ้ากำมะหยี่นี้จะเอาไปใช้กับเทคนึกอย่างอื่นแล้วล่ะ วิธีนั้นก็คือต้องอาศัยเทคนิคที่สูงพอสมควรเลยล่ะ ต้องได้ทดลองหลายๆครับ แล้วนั้นก็ต้องใช้เวลาเยอะมากๆ

เพราะว่าเรื่องการจุดพลุเขาก็ไม่ได้จุดกันทุกวันทุกเดือนสักหน่อย กว่าจะได้ฝึกทีก็ต้องรอเทศกาลมาที นอกจากนั้นแล้ว เขาก็จุดกันแค่ทีเดียวด้วย ทำให้ฝึกทีเดียวก็ต้องรอทีเท่านั้นแหละ

วิธีฝึกนั้นก็คือวิธีฝึกที่ต้องใช้เทคนิคหน่อย คือการเปิดชัตเตอร์ค้างไว้รอให้มีพลุขึ้นมา แล้วระหว่างนั้นชัตเตอร์ก็ยังไม่ปิดลงเช่นเดิม ฉะนั้นแล้วต้องนำผ้ากำมะหยี่มาปิดแทนชัตเตอร์ไว้ก่อนรอจนกว่าพลุจะจุดต่อ เทคนิคนี้ถูกสร้างมาเพื่ออะไรกันล่ะ ก็เพื่อทำให้การถ่ายพลุนั้นดูอลังการงานสร้างแบบสุดๆยังไงล่ะ เราจะได้ภาพพลุจากทุกลูกที่จุดขึ้นมา

รวมอยู่ในภาพเดียว โดยกลายเป็นภาพที่มีความอลังการแบบสุดๆ รูปนี้จะทำให้เป็นการแสดงของพลุได้ครบถ้วนและสวยงามที่สุดของพลุ แต่การที่นำผ้ามาบังแสงไว้นั้น ก็ต้องระวังอย่าให้โดนกล้องและเลนส์จนำทให้กล้องสั่นหรือขยับ จะทำให้ฉากหลังนั้นเสียได้

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  Gclub ผ่านเว็บ

ศิลปะกับแฟชั่นเสื้อผ้า

ศิลปะกับแฟชั่นเป็นสิ่งที่เมื่อมีการนำมาผสมผสานแล้วเกิดความลงตัวได้อย่างน่าอัศจรรย์มากเลยทีเดียว หากพูดแล้วศิลปะคือความคิดสร้างสรรค์ การจินตนาการ แฟชั่นก็คงคงไม่ต่างกันเพราะกว่าจะมาเป็นแฟชั่นได้นั้น

ก็เกิดจากความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการเช่นกัน ทำให้ในปัจจุบันศิลปะมักจะมาควบคู่กับแฟชั่นนั่นเอง

หากย้อนกลับไปในสมัยก่อนนั้นที่แฟชั่นยังไม่ได้มีการเปิดกว้างและแพร่หลายมากเท่าปัจจุบันนี้ แต่ก็ยังมีคนที่มีควาคิดสร้างสรรค์และมีจินตนาการที่สามารถสร้างสรรค์และนำงานศิลปะมาผสมผสานกับแฟชั่นได้อย่างลงตัว เช่นเสื้อผ้าในสมัยก่อนๆนั้น จะมีการเย็บปักซึงการเย็บปักนั้นก็จัดอยู่ในรูปของศิลปะอย่างหนึ่งเพราะต้องมีการใช้ความคิดสร้างสรรค์และการออกแบบสิ่งที่จะเย็บปักต่างๆนั่นเอง

แต่นสมัยก่อนนั้นศิลปะจะโดดเด่นมากกว่าแฟชั่นเพราะคนในยุคก่อนนั้นถ้ามีการสร้างสรรค์ศิลปะลงบนงานที่เป็นเสื้อผ้าแล้วนั้นก็จะมีการทำแบบนั้นเพียงแบบเดียวไม่ได้มีการนำไปต่อยอดหรือดัดอแลงไปเป็นแบบอื่นๆ เช่นชุดไทย ก็จะเป้นการใช้ความคิดสร้างสรรคืออกมาเป็นแบบที่ได้รับความนิยมเพียงแบบเดียวเท่านั้นแต่อาจจะมีการเพิ่มลูกเล่นของชุดนั้นให้ดูแตกต่างกันไปตามยศถาบรรดาศักดิ์นั่นเอง

แต่ในปัจจุบันมีการแพร่หลายทางด้านแฟชั่นมากขึ้นจึงทำให้มีการใช้ความคิดสร้างสรรค์และจิตนาการออกมาผ่านเสื้อผ้าแฟชั่นมากมาย เราจะพบเห็นเสื้อผ้าที่มีความโดดเด่นเรืองแฟชั่นและมีการสอดแทรกศิลปะที่แปลกใหม่ไว้อย่างมากมายตามแบรนด์ชื่อดังต่างๆทั่วโลกก็มีการนำศิลปะมาร่วมผสมผสานให้เกิดเสื้อผ้าแฟชั่นใหม่ขึ้นมานั่นเอง

เห็นไหมว่าศิลปะเป็นที่ไรข้อจำกัดมากๆ และแฟชั่นก็เช่นกัน เมื่อนำมารวมกัน ผสมผสานก็จะทำให้เกิดความแปลกใหม่และน่าค้นหาทำให้ผู้ที่ชื่นชอบในแฟชั่นนั้นต้องมีงานที่เป็นสิ่งที่มีการผสมผสานระหว่างศิลปะกับแฟชั่นไว้ในครอบครองอย่างแน่นอน แต่การนำศิลปะมาผสมผสานกับงานแฟชั่นที่มีความแตกต่างนั้นมักจะพบในแบรนด์ดังๆมากกว่าแฟชั่นทั่วไป

เพราะถือว่าสิ่งเหล่านั้นมีคุณค่าในตัวของมันและยิ่งหากแบรนด์ไหนสามารถสร้างารรค์และจิตนาการความแปลกใหม่ระหว่างศิลปะกับแฟชั่นได้อย่างดีแล้วนั้น แบรนด์นั้นจะเป็นที่สนใจและได้รับความนิยมในงานศิลปะกับแฟชั่นตลอดไปอย่างแน่นอน 

จึงทำให้การแข่งขันในปัจจุบันในการรวมศิลปะในยุคก่อนๆกับแฟชั่นมีการแข่งขันที่สูงและดุเดือดมากและเนื่องด้วยคในยุคปัจจุบันมีความสนใจเกี่ยวกับทั้งแฟชั่นและศิลปะมากขึ้น ทำให้หากเกิดการสร้างสรรค์ใหม่ขึ้นมาคนเหล้านี้ก็จะให้การสนับสนุนในเรื่องศิลปะกับแฟชั่นนั่นเองถึงแม้ว่าสิ่งเหล่านั้นจะมีมูลค่าที่สูงแต่คนในปัจจุบันยอมที่จะจ่ายเพือสิ่งนั้นแน่นอน

 

ขอขอบคุณ Gclub ฟรี 500  ที่ให้การสนับสนุน

วันชาติ

วันชาติ เป็นการเฉลิมฉลองอย่างหนึ่งที่จัดขึ้นทั่วโลก

เเต่ไม่ใช่จัดขึ้นเวลาเดียวกันทั้งโลก เเต่เป็นการเเสดงความยินดีกับประเทศของตัวเอง ซึ่งวันชาติเเต่ละประเทศนั้นก็ไม่ตรงกันอยู่เเล้ว วันชาติของประเทศอื่นอาจมีการเฉลิมฉลองไม่เหมือนกัน วันชาติจัดมาเพื่อเเสดงความเป็นเอกราชของประเทศชาติที่กว่าจะมีชาตินี้ได้มันผ่านอะไรมาบ้าง วันชาติเเต่ละประเทศจะมีการเฉลิมฉลอง เช่น การเดินขบวนพาเหรด การเเต่งชุดประจำชาติ การติดไฟประดับตกเเต่งไห้กับสถานที่สำคัญ

หลายๆประเทศใช้วันเอกราชมาเป็นวันชาติ เพราะที่ต่างประเทศจะเเยกตัวออกมาจากการเป็นเมืองขึ้นของประเทศอื่นทั้งนั้น จึงยกวันที่เเยกตัวออกมาจากประเทศอื่นเป็นวันชาติ หมายความว่าประเทศได้เป็นเอกราชเเล้วนั่นเองวันชาติถือว่าเป็นความภาคภูมิใจอย่างหนึ่งของคนทั้งประเทศ ในเเต่ละเดือนจะมีวันชาติของประเทศต่างๆเกิดขึ้น 

ประเทศที่จัดวันชาติที่ยิ่งใหญ่เเละสวยงามที่สุดคือประเทศฝรั่งเศส จะเปิดเเสงไฟเเละของประดับตกเเต่งรอบทั้งเมือง เพื่อเป็นความภาคภูมิใจของคนในประเทศตัวเอง โดยวันชาติเเถบๆเอเชียนั้น ก็จะมีความเเตกต่างกันออกไป เช่น การทำธงใหญ่ๆมาโชว์ การทำธงประจำชาติตัวเองปักตามทางตามถนน เพื่อเเสดงถึงความมีเอกราช

ส่วนประเทศไทยของเราวันขาติตรงกับพ่อพอดี ประเทศไทยจึงมีการจัดทำบุญใหญ่ ตักบาตรกันเเต่เช้า สวดมนต์ ไม่ค่อยเฉลิมฉลองกันเหมือนเเถบยุโรปเท่าไหร่นัก เพราะว่าประเทศไทยตรงกับวันพ่อพอดี เลยต้องมีการทำบุญตอบเเทนคุณพ่อเเม่ไปด้วย จึงมีการสวดมนต์ทำบุญครั้งใหญ่ เพราะประเทศไทยเป็นเมืองพุทธศาสนิกชนเเละตรงกับวันพ่อพอดี ก็เลยมีการจัดการทำบุญครั้งใหญ่นั่นเอง บอกได้เลยว่าวันชาตินั้นเป็นวันที่มีความยิ่งใหญ่เเละสำคัญที่สุดของคนในประเทศนั้น ๆเพราะกว่าจะมาเป็นประเทศได้ต้องผ่านอะไรมาบ้างเช่น การตกเป็นเมืองขึ้น 

การต้องเอาเเผ่นดินบางส่วนเข้าเเลกกว่าจะเเยกออกมาเป็นประเทศ ซึ่งเมื่อถึงวันชาติเเล้ว ประเทศอื่นๆก็ต่างเเสดงตัวเองว่ารักชาติ เพราะทุกประเทศมีเรื่องราวเเละประวัติศาสตร์ของมัน ต้องจัดเพื่อลำลึกว่าประเทศเรากว่าจะเป็นเอกราชได้ต้องใช้เวลานานขนาดไหน วันชาติจึงมีความสำคัญที่สุดของประเทศนั้น ๆ

เเต่ละประเทศจัดไม่เหมือนกัน เพราะประวัติความเป็นมาของประเทศจะยากลำบากต่างกัน บางประเทศรักประเทศเเบบยิ่งใหญ่ ก็จะจัดเเบบอลังการหน่อย สุดท้ายนี้วันชาติก็เป็นวันที่ทุกประเทศต้องลึกลึกถึงความหลังอยู่เเล้วว่ากว่าจะเป็นเอกราชจะต้องเสียอะไรมาบ้าง วันชาติจึงเป็นวันที่สำคัญวันหนึ่งของทุก ๆประเทศ

 

สนับสนุนโดย  เล่นบาคาร่าให้ได้เงิน

พิธีขบวนพยุหยาตราชลมารค

เมื่อวันพฤหัสบดี ที่ 12 ธันวาคม 2562 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ

พร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีนารีรัตนราชกัญญาฯ และสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ ได้เสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนคร

โดยขบวนพยุหยาตราชลมารคเนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

พิธีขบวนพยุหยาตราชลมารค เป็นขบวนเสด็จพระราชดำเนินทางน้ำซึ่งเป็นอีกหนึ่งราชประเพณีไทยที่มีมาแต่ช้านาน โดยมีหลักฐานชัดเจนมาตั้งแต่สมัยอยุธยา

เนื่องจากเรือในขบวนมีการสลักโขนเรือเป็นรูปสัตว์ในเทพนิยาย มีการจัดขวบหลากหลายแบบ เป็นที่รู้จักกันดีคือ “ขบวนพยุหยาตราเพชรพวง” ปรากฏใน ลิลิตพยุหยาตราเพชรพวง ลิลิตพรรณนากระบวนเรือ ที่ประพันธ์โดยเจ้าพระยาพระคลัง เมื่อปีพ.ศ.2533 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลมหาราช โดยยึดถือตามแบบแผนดั่งเดิมของสมัยอยุธยา

การเสด็จทางน้ำ หรือที่เรียกว่า ขบวนพยุหยาตราชลมารค

นั้นมีหลักฐานมาตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัย ซึ่งมีหลักฐานปรากฏเอาไว้ว่า พระร่วงเจ้า(พระมหาธรรมราชาที่1) ทรงได้ใช้เรือออกลอยกระทง ณ กลางสระน้ำ ในยุคที่กรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ตามบันทึกของพงศาวดารที่เขียนไว้ว่า สมเด็จพระนเรศวรเมื่อคราวเสด็จไปตีเมืองเมาะตะมะ เสด็จพระราชดำเนินจากรุงศรีอยุธยาโดยชลมารค

เมื่อถึงเวลาฤกษ์ตามพระโหราราชครูอธิบดีศรีทิชาจารย์ ก็ลั่นกลองฆ้องชัยให้เราทหารพายเรือพระที่นั่งศรีสุพรรณหงส์ ซึ่งเป็นเรือทรงพระพุทธปฏิมากรทองนพคุณ บรรจุพระบรมสารีริกธาตุถวายพระนามสมญา พระพิชัย นำขบวนออกไปก่อนเพื่อความเป็นสิริมงคล

ในสมัยที่ราชธานียังเป็นกรุงศรีอยุธยา ตัวเกาะกรุงนั้นเป็นเกาะที่ล้อมรอบไปด้วยแม่น้ำลำคลอง

ทำให้ผู้คนในสมัยนั้นมีชีวิตที่ผูกผันกับสายน้ำ จึงปรากฏการก่อสร้างเรือรบขึ้นมากมายในกรุงศรีอยุธยา เมื่อยามบ้านเมืองสงบสุข ชาวกรุงศรีอยุธยาจะหันมาเล่นเพลงเรือ แข่งเรือกัน

โดยเฉพาะพระเจ้าแผ่นดินกรุงศรีอยุธยา เมื่อเดส็จฯแปรพระราชฐานไปยังหัวเมืองต่างๆ หรือเสด็จฯไปทรงทำพระราชกรณียากิจ ก็มักจะใช้เรือรบโบราณเหล่านั้นจะเป็นขบวนเรืออย่างยิ่งใหญ่ ดังนั้นในสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช มีขบวนเรือเพชรพวง ซึ่งเป็นเรือริ้วขบวนที่ใหญ่มาก

ในระหว่างการเคลื่อนขบวนก็มีการเห่เรือพร้อมประโคม จนเกิดเป็นวรรณกรรมร้อยกรองที่ไพเราะ คือ กาพย์เห่เรือ เจ้าฟ้าธรรมธิเบศร์ หรือ เจ้าฟ้ากุ้ง ในสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบนมโกศ ในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ซึ่งมีการบรรยายถึงความงดงาม ลักษณะของเรือ และยังเป็นแม่แบบของกาพย์เห่เรือที่ยังคงใช้กันในขบวนเรือปัจจุบัน

 

ขอบคุณบทความของ แทงบอลไม่มีขั้นต่ำ ที่ให้การสนับสนุน

Wide angle Lens

หนึ่งในพื้นฐานเลนส์ที่ทุกคนควรรจะได้เรียนรู้การใช้แล้วก็ได้รู้พื้นฐานว่าควรจะได้ใช้เลนส์ระยะกว้างแบบนี้เมื่อไหร่

ซึ่งประวัติศาสตร์เลนส์ระยะที่เรียกว่ามุมกว้างนี้จริงๆแล้วเป็นเลนส์ที่ทำได้ยากมาก ยิ่งสมัยแรกๆที่มีกล้องฟิล์มโผล่ขึ้นมานั้น เลนส์มุมกว้างยังไม่มีใครจินตนาการออกเลยว่าเป็นอย่างไร

แต่พอมีค่ายที่สามารถคิดค้นขึ้นมานั้นก็ทำให้เลนส์ระยะนี้ดังเปรี้ยงขึ้นมา แต่ละค่ายแห่กันสร้างสูตรเลนส์มุมกว้างขึ้นมาบ้าง แล้วเหล่าช่างภาพใครได้ใช้ก็ถือว่าสุดยอดหรูแล้ว

 

นั้นเป็นเหตุให้กล้องฟิล์มในยุคสมัยก่อนที่เป็นระบบกล้องที่ไม่ใช่มองผ่านเลนส์ มีกรอบเอาไว้คอมโพสภาพเพียงแค่ระยะ 50mm แล้วนั้นก็เป็นขึ้นจำกัดในการใช้เลนส์ระยะมุมกว้างนี้

เลนส์มุมกว้างนั้นเป็นเลนส์ที่สร้างความไม่สมจริงให้กับภาพมากที่สุด ยิ่งระยะยิ่งกว้าง (นั้นก็คือตัวเลขยิ่งเยอะ)

ก็จะยิ่งทำให้ภาพนั้นดูกว้างขึ้น ตรงกลางจะดูเล็กและไกลขึ้น แล้วตามขอบภาพจะดูกว้างขึ้นไปอีก เหมือนมีการยืดออกไปอีก นั้นเป็นเหตุให้ภาพที่ถ่ายในที่แคบๆจะทำให้ที่นั้นดูกว้างใหญ่ขึ้นมา

ดังนั้นเลนส์ประเภทนี้จึงเหมาะอย่างมากกับการนำไปถ่ายสถาปัตยกรรม แล้วก็ยิ่งเรื่องสาย landscape ยิ่งเหมาะเช่นกันเพราะจะสร้างความดูอลังการได้อย่างมากขึ้นเยอะ แต่บางคนอาจจะคิดว่ารายละเอียดดูเล็กเกินไป ซึ่งถึงแม้ว่าจะมีคนบอกกันว่าเลนส์ประเภทนี้เหมาะกับการถ่ายภาพสไตล์นู้นนี่

ผมก็ต้องของบอกว่าไม่เชิงซะทีเดียวนะ เพราะว่าเลนส์มุมกว้างนำไปถ่ายภาพ Portrait ก็พอได้เหมือนกัน แถมจะช่วยให้ตัวแบบนั้นขายาวขึ้นด้วยถ้าจัดคอมโพสให้ขาอยู่แถวๆขอบนอกจุดตัดเก้าช่อง

แต่ก็ต้องขอเตือนเรื่องการคอมโพสใบหน้า ว่าไม่ควรจัดไว้นอกช่องกลางของจุดตัดเก้าชองนี้ เพราะจะทำให้ใบหน้ายืดไม่ก็บานออกได้

เลนส์ประเภทมุมกว้างนี้ก็มีแบ่งออกเป็นอีกสองแบบคือ Wide angle แล้วก็ Ultra Wide angle นั้นก็คือกว้างแล้วก็กว้างมาก ระยะนี้ถ้าจะเริ่มใช้ก็ขอแนะนำระยะต้นๆเช่น 35mm ใช้ได้ง่ายมากแล้วก็เป็นระยะเริ่มต้นที่โด่งดังที่สุดของระยะนี้ ทำให้คนที่รู้สึกอึดอัดกับระยะ normal ได้รู้สึกถ่ายง่ายขึ้น ส่วนตัวผมชอบใช้ระยะ 24mm และ 35mm

M mode พื้นฐานการถ่ายภาพที่ควรรู้

M mode พื้นฐานการถ่ายภาพที่ควรรู้

มาถึงโหมดสุดท้ายที่เรียกได้ว่าเป็นโหมดขั้นสุดของช่างภาพที่ต้องชำนาญแล้วอย่างมาก

ต้องรู้ถึงพื้นฐานต่างๆแล้วก็ต้องรู้จักวิเคราะห์แล้วอแดปได้เอง ซึ่งอันนี้ก็ต้องเตือนไว้หน่อยเลยว่า การที่มือใหม่เพิ่งหัดเล่นกล้องจะมาหัดจับโหมดนี้เลย ไม่ได้ผิดอะไร แต่ก็ต้องยอมรับในรูปภาพที่ได้ถ่ายออกมา ว่าอาจจะหาภาพที่ใช้ได้น้อยหน่อย ภาพเสียต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน แม้แต่ผู้ที่ชำนาญมากๆแล้วก็บอกได้เลยว่า ยังมีภาพเสียๆบ้างเลยล่ะ

การใช้โหมดนี้ เป็นการฝึกฝนขั้นสุด

ที่เรียกได้ว่าถ้าฝึกไปเรื่อยๆจนภาพเสียน้อยลงเรื่อยๆแล้ว คุณก็จะถือว่าเป็นช่างภาพที่เก่งคนนึงเลยละ ในเชิงเทคนิคนะ ไม่ใช่เก่งในเชิงภาพสวย เพราะภาพสวยไม่สวย ดีไม่ดีนั้นขึ้นอยู่กับองค์ประกอบทางความคิดของคนถ่ายเท่านั้น โหมดนี้ชื่อเต็มๆคือโหมด Manual ก็คือตรงตามคำมันเลย

ต้องปรับทุกอย่างเอง เพราะโหมดนี้จะเปิดอิสระให้กับช่างภาพอย่างเต็มที่ จะไม่พยายามเข้ามาแทรกความคิดความอ่านของช่างภาพ ค่าความเร็วชัตเตอร์ แล้วก็คว่ารูรับแสง หรือค่า ISO ก็ตามเราสามารถปรับเองได้หมดเลย ดังนั้นจำเป็ฯต้องรู้ถึงความสัมพันระหว่างค่าต่างๆเป็นอย่างดี รวมถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากกระปรับค่าเหล่านี้นเป็นอย่างดีเช่นกัน นี่คือการแนะนำเล็กน้อยสำหรับมือใหม่ที่อยากข้ามขั้นมาใช้โหมดนี้เลยทันที ก็ค่อยๆปิดระบบออโต้ อย่างเช่นค่า ISO แรกๆของการฝึกใช้ก็เปิดมันเป็นอัตโนมัติไว้ก่อน

เพื่อที่จะได้ไม่มือยุ่งเป็นระวิงจนเกินไป ยิ่งค่าสมดุลแสงขาวนี่อัตโนมัติไว้ก่อนเลย เพราะถ้าปรับตัวนี้ด้วย ก็ต้องไวขึ้นไปอีกแถมตาต้องไวเรื่องสีอีกด้วยไม่ใช่แค่เรื่อง มืด กับ สว่าง

ช่างภาพที่เป็นระดับมืออาชีพนั้นล้วนแต่ใช้โหมดนี้เป็นส่วนใหญ่ เพราะโหมดนี้สามารถดึงเอาความคิดของช่างภาพออกมาได้มากที่สุด แต่ก็อย่างว่าละนะ เราต้องฝึกพื้นฐานแล้วก็ฝึกการควบคุมกล้องให้ชำนาญจนเป็นดั่งแขนขาของตัวเองให้ได้ซะก่อน ถึงจะสามารถปรับค่าทุกอย่างได้อย่างรวดเร็วแล้วก็สื่อจินตนาการออกมาได้อย่างถูกต้องที่สุด