เหรียญที่มีราคามากที่สุดทำมาจากอะไร

สำหรับเหรียญนั้นคุณเองอาจจะเคยเห็นเหรียญของเรามาแล้วใช่ไหมว่าเหรียญนั้นอาจจะดูธรรมดาเกินไปแต่คุณอยากรู้หรือป่าวว่าในประเทศนี้เรามีเหรียญที่แปลกประหลาดอยู่จริงหรือซึ่งในแต่ละเหรียญนั้นคุณเองก้ยังไม่เคยเห็นว่าเหรียญที่มันมีรูปร่างแปลกๆนี้มันเป็นยังไงแล้วถูกค้นพบที่ไหนมีรูปร่างเป็นยังไงบ้างเรามีดูเหรียญที่น่าแปลกกันเลย

เหรีญยกษาปณ์ทองคำยักษ์  หากเราแค่ได้ยินว่าเป็นเหรียญทองคำก็ตาตื่นกันแล้วเพราะว่ามันเป็นเหรียญเพราะว่ามันเป็นเหรียญทองคำยักษ์ที่มีความบริสุทธิ์9.99%และมีน้ำหนักมากถึง100กิโลกรัมและนอกจากความใหญ่แล้วยังมีการแกะสลักอย่างสวยงามอีกด้วยโดยด้านหนึ่งแกะสัลกเป็นรูปใบเมลเปิลส่วนอีกด้านหนึ่งเป็นรูปจำลองของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 และเสนอราคาของเหรียญทองคำยักษ์นี้ก็ตามปริมาณและคุณภาพอยู่ที่ราคา30ล้านบาท

ส่วนจุดประสงค์ที่ผลิตเหรียญยักษ์ทองคำนี้ขึ้นมาก็เอาไว้เพื่อโปรโมทเหรียญทองคำแท้ของโรงกษาปณ์ในแคนาดาซึ่งแน่นอนว่ามีเหรียญทองคำเป็นการดึงดูดลูกค้ายอดของการสั่งซื้อเหรียญก็เยอะมากขึ้นอย่างหน้าตกใจทำให้โรงงานกษาปณ์ต้องจำกัดปริมาณการสั่งซื้อกันเลยล่ะแต่ใช่ว่าเป็นตัวโชว์และจะไม่มีการจำหน่ายเพราะมีนักลงทุนจากแคนาดาได้จัดซื้อไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

เหรียญโลหะขีปนาวุธนิวเคลียร์  ซึ่งมันอาจจะมีเหมือนเหรียญธรรมดาทั่วไปแต่หากเรารู้ที่มาที่ไปของมันแล้วละก็เป็นจะต้องอึ่งเพราะอะไรคุณรู้ไหมเพราะมันทำมาจากโลหะของขีปนาวุธR12ของสหภาพโซเวียตที่ถูกทิ้งอันตรายแบบนี้ตอนทำจะไม่อันตรายหรอผู้ผลิตยืนยันว่าถึงว่ามันจะเป็นขีปนาวุธร้ายแรงมาก่อนแต่ปัจจุบันไม่เป็นอันตรายต่อสขภาพแน่นอนทำไมเขาถึงเอามาทำเป็นเหรีญยของขีปนาวุธกันมันมาจากแนวคิดของโรงกษาปณ์มอสโคที่ต้องการจะผลิตอะไรสักอย่างที่เป็นสัญลักษณ์ของความสงบสุขแล้วเกิดมีความคิดขึ้นมานำโลหะด้านนอกของขีปนาวุธที่ถูกทำลากนำมาผลิตเป็นเหหรียญระลึกแต่ใครนั้นอยากได้ก็ต้องรีบหน่อยเพราะโรงกษาปณ์จะผลิตมาแค่107000เหรียญเท่านั้นและก็จะไม่มีการผลิตออกมาอีก

เหรียญที่มีมาดังที่กล่าวมีประวัติที่เราน่าค้นหาและเรื่องที่เรานั้นควรรู้ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องที่สำคัญที่ควรจาลึกเพื่อหลักฐานข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องเล่าหรือประวัติเพื่อเป็นสิ่งที่คอยย้ำเตือนให้ลูกหลานได้รู้สึกถึงความเป็นมาของสิ่งที่น่าจดจำทั้งหลาย และสิ่งที่เรานั้นได้เคารพและเป็นสิ่งที่เราได้ศึกษาก็ควรให้บุคคลอื่นได้สัมผัสว่ามีที่มาแบบที่เราควรจดจำ

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  gclub

ตำนานแห่งสัจจะวาจาที่ เมืองลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์

ในความเชื่อของเมือลลับแลที่มีมาอย่างยาวนาน ในอําเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์

เป็นอันสะท้อนให้เห็นถึงสัจจะวาจาของคนที่อยู่ในเมืองลับแลหากแม้ว่าพูดเท็จเพียงแค่หนเดียวก็จะต้องให้ออกจากหมู่บ้านไปโดยเฉพาะชายหนุ่มที่อาศัยอยู่ที่เมืองลับแลในส่วนใหญ่นั้นมักจะไม่รักษา สัจจะวาจา และจึงเป็นเหตุที่จะต้องให้ทำตามกฏก็คือจะต้องออกจากหมู่บ้านนี้ไปจึงทำให้เป็นเมืองที่มีแต่เพียงผู้หญิงเท่านั้นที่อาศัยอยู่สำหรับผู้หญิงแต่ละคนนั้นล้วนก็เคยผ่านการมีสามีมาทั้งนั้น เมืองลับแล

จึงได้เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า เมืองแม่ม่าย ตำนานของ อําเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์  ซึ่งได้เป็นอีกหนึ่งตำนานที่เรื่องลือที่เกี่ยวกับเมืองลับแลจึงทำให้ในปัจจุบัน จังหวัดอุตรดิตถ์ ได้ถูกขนานนามว่า เมืองลับแล นานมาแล้วได้มีชายหนุ่มคนหนึ่งซึ่งได้เข้าไปในป่าเขาก้ได้เห็นผู้หญิงสาวคนหนึ่งมีหน้าตาสวยงามได้เดินออกมาจากข้างในป่าผู้หญิงเหล่านี้ได้นำเอาใบไม้ที่เขาได้ถือมาก้ได้เอาไปซ่อนเอาไว้ที่สถานที่ต่างๆ

จากนั้นเขาก็ได้เดินเข้าไปในเมืองชายหนุ่มคนนี้ได้อาบมองอยู่จากนั้นเขาก็ได้เกิดความสงสัยขึ้นมาว่าใบไม้ที่หญิงสาวผู้นั้นที่ได้เอาไปซ่อนไว้มันคือสิ่งใดกันชายผู้นั้นก็ได้หยิบมาหนึ่งใบจากนั้นเมื่อหญิงสาวคนนั้นได้เดินกลับมาจากในเมืองก็ได้พากันมาตามหาใบไม้ตามจุดต่างๆที่ตนนั้นได้ซ่อนเอาไว้สำหรับคนที่เจอใบไม้ก็ได้เดินเข้าไปในป่าจากนั้นเขาก็ได้หายไปกับตา เชื่อกันว่าใบไม้นั้นมันก็คือกุญแจที่จะเข้าไปยังเมืองลึกลับ

แต่ผลปรากฏว่าได้มีหญิงสาวรายหนึ่งที่ไม่พบใบไม้ของตนเพราะว่าชายหนุ่มคนนั้นได้แอบหยิบเอาไปนั่นเองและเมื่อเขาได้แอบมองเห็นทาทางของหญิงสาวคนหนึ่งที่ดูทาทางเป็นกังวนอย่างมากเขาก็ได้ออกมาจากที่ซ่อนแล้วก็คืนใบไม้ให้เธอแต่ก็ยังมีข้อแม้ว่าชายหนุ่มผู้นั้นก็จะขอติดตามเธอไปยังเมืองลึกลับแห่งนั้น

เพราะเขาได้เชื่อว่าเธอและเพื่อนๆของเธอเป็นชาวเมืองลับแลอีกทั้งตัวเขาเองก็ปรารถนาอยากไปเยือนเมืองลับแลสักครั้งหญิงสาวผู้นี้ไม่มีทางเลือกจึงได้ยินยอมให้ชายหนุ่มตามเข้าไปด้วยเมือได้เข้าไปในเมืองแล้วชายหนุ่มก็เห็นว่าทั้งเมืองก็มีแต่ผู้หญิงอาศัยอยู่ทั้งนั้นเธอผู้นี้ก้ได้เล่าว่าหมู่บ้านของพวกเธอ

เป็นคนมีศรีธรรมถือสัจจะวาจาไม่พูดปดหากใครที่ทำผิดก็จะต้องออกจากเมืองทันทีโดยที่ไม่มีข้อแม้และสาเหตุที่ทำให้เมืองนี้มีแต่ผู้หญิงก็เพราะพวกผู้ชายไม่ค่อยรักษาสัจจะวาจาจึงทำให้ต้องออกจากหมู่บ้านไปทันทีนั่นเอง

 

สนับสนุนโดย  ซื้อหวยออนไลน์ เว็บไหนดี

รถมอเตอร์ไซค์ที่คนไทยสมัยนี้ลืมกัน

สำหรับรถรุ่นนี้เป็นรถของ คาวาซากิเมจิก สำหรับคาวาซากิในอดีตเรียกได้ว่าเคยทำรถเล็กจนประสบความสำเร็จมาแล้วหลายรุ่นด้วยกันหลายคนนั้นก็อาจจะรู้จักกับอย่าง คาเซ่ หรือว่า เชียร์ และก็ยังมีรถเล็กที่ยังไม่ประสบความสำเร็จด้วยนะอย่างเจ้ารุ่นนี้ที่มีชื่อว่าคาวาซากิเมจิกเครื่อง110cc 2จังหวะก็ถือได้ว่าเป็นรถรุ่นหนึ่งที่ว่าทำตลาดในประเทศไทย

ได้สักพักหนึ่งในช่วงประมาณปี 38 – 40 จริงๆแล้วสำหรับรถรุ่นนี้แทบจะไม่มีข้อมูลบนอินเตอร์เน็ตสักเท่าไรเพราะว่าเป็นหนึ่งรุ่นที่คาวาซากิทำตลาดแล้วไม่ค่อยประสบความสำเร็จในประเทศไทยแต่ว่าเพื่อนข้างๆเคียงก้นิยมกันพอสมควรในอดีตพูดได้ว่าราคาของมันนั้นอยู่ที่หลักพันแต่ว่าอาจจะมีตังค์แล้วก็อาจจะซื้อไม่ได้เพราะว่าเจ้าคาวาซากิเมจิกนั้นหาซื้อกันไม่ได้ง่ายๆแล้ว

สำหรับรถรุ่นนี้ก้ยังอยู่ในรุ่นของ คาวาซากิ เจ้ารุ่นนี้มีชื่อเรียกว่า คาวาซากิZX130เป็นรถแม่บ้านสุดล้ำในยุคนั้นบอกได้เลยว่าดีทรายมาจากอนาคตได้เลยเพราะว่าเรื่องออฟชั่นของมันนั้นมีมากมายเรื่องโดดเด็ดที่สุดคือเรื่องของการเปิดฝาถังน้ำมันเจ้าน้เป็นต้นๆเลยได้เริ่มทำถังน้ำมันเอาไว้ข้างหน้าในการเติมน้ำมันนั้นก็ไม่ต้องลงจากรถแต่ในยุคนั้นถือได้ว่าเป็นของแปลกมากๆในช่วงเปิดตัวขอ ZX130 ตอนนั้นทางค่าย คาวาซากิ เหมือนกำลังจะเดินเซก็เรียกง่ายๆว่ายอดขายในตอนนั้น

ไม่ค่อยเป็นไปตามที่คิดเอาไว้สักเท่าไรก็เลยเขนเจ้าXZ130นี้ออกมาวางขายแต่สักพันยอดขายนั้นมันก็ยังไม่เป็นไปตามเป้าเท่าไรก็เลยได้ปิดตำนานXZ130เอาไว้ท้ายที่สุดแล้วในปัจจุบันก็กลายเป็นรถลิมิเต็ดที่ไม่มีให้เห็นวิ่งบนท้องถนนเหมือนเคย

สำหรับรถรุ่นนี้เป็นรุ่น ซูซูกิเบส เจ้านี้ถือว่าเป็นรถขวัญใจของแม่บ้านจากค่ายซุซุกิในตอนนั้นเลยนะเวลานั้นทางซุซุกินั้นยอดขายถือว่ายังไม่อ่อนค่าเท่ากับสมัยปัจจุบันซึ่งซุซุกิเบสนี้เป็นรถรุ่นหนึ่งที่ขายดีกว่าสปาร์คจากยามาฮ่าในตอนนั้นยอดขายจของสปาร์คในเวลานั้นถือว่าสู้ซุซุกิเบสไม่ได้เลยแต่ในปัจจุบันเราแทบจะไม่เห็นซุซุกิเบสวิ่งบนท้องถนนนี่นับ

แค่ใน กทม. เท่านั้นก้ไม่เห็นมีแล้วหรือว่าที่ไหนมีก็บอกต่อกันมาได้นะแต่สมัยบ้านผมก็ไม่ค่อยมีแล้วแต่ทุกวันนี้ก็ไม่เห็นรถซุซุกิเบสแล้วจะเห็นแต่เพียงก็สปาร์คที่มีเห็นอยู่ในปัจจุบัน

 

สนับสนุนเหล่านี้จาก  แทงหวยฮานอย

รถมอเตอร์ไซค์ที่ตกรุ่นในสมัยก่อน

วันนี้เราจะมาพูดถึงรถมอเตอร์ไซค์ที่คนไทยนั้กำลังจะลืมหรือรถที่กำลังจะถูกลืมในปัจจุบันนี้บางรุ่นก็มักจะขายดีในอดีตบางรุ่นก็อาจจะพับตลาดไปตั้งแต่ตอนเริ่มเลยก็ได้

สำหรับรุ่นแรกด็มาจาก แบรนด์คาจิว่า  เจ้าคาจิว่านั้นก็ถือว่าเป็นรถมอเตอร์ไซค์จากทางอิตาลีคือในอดีตนั้นได้ทำตลาดในหลายรุ่นหนึ่งในนั้นก็จะเป็น คาจิว่า F4 150 เป็นรถนักเก็ตไบค์150ccตอนนั้นจัดได้ว่ามีออฟชั่นที่ครบถ้วนทั้งคันเลยทีเดียวแต่ว่าเรื่องของราคาบางคนก็บอกว่าแพงบางคนก็บอกว่าถูกแต่ราคานั้นคาดว่าเกินแสนอย่างแน่นอน

แต่ว่าในช่วงหลังๆ ทางคาจิว่าก็ดูเหมือนจับพับตลาดไปก็เลยเปลี่ยนมือ F4 150 ตกไปอยู่ในมือของไทเกอร์ ก็เลยได้ผลิต ไทเกอร์4 ออกมาจำหน่ายแต่ก็ออกมาแปปพอกับคาจิว่าและทุกวันนี้ก็แทบจะไม่เห็นในถนนเมืองไทยอาจจะไม่เคยเห็นวิ่งกันเลยก็ได้สำหรับรุ่นนี้

สำหรับรุ่นนี้ก็ยังอยู่กับแบรนด์  คาจิว่า ที่มีชื่อว่า คาจิว่าสเตลล่า  เจ้าสเตลล่ามีสอง2cc จะมีตัว115cc 125ccเจ้าสเตลล่าจัดว่าเป็นรถรุ่นหนึ่งที่มีออฟชั่นเต็มสุดๆแถมแบรนด์ยังมาจากอิตาลีอีกด้วยในตอนนั้นถือว่าเป็นการขายแบรนด์ขายออฟชั่นจะเรียกเจ้าสเตลล่านี่นะเป็นรถ กระเทยที่ไฮโซเลยก็ว่าได้คือมันค่อนข้างที่จะมีราคาสูงกว่าเพื่อนๆในตลาดในตอนนั้นเมื่อยอดขายจะไม่ดีมากแต่ในตอนนั้นสร้างเรื่องของความเร็วเอาไว้ได้อย่างสุดๆเลย

ในเรื่องของระบบวาวต่างๆ และก็ออฟชั่นภายในจัดว่าเจ๋งกว่ารถญี่ปุ่นในตอนนั้นสะอีกอย่างที่ได้ยินกันมาว่าเจ้าคาจิว่าสเตลล่าคันนี้มีความมีความเร็วมากกว่ากระเทยตัวแรงจากทางค่ายHONDAนั้นก็คือโนวาแดช

สำหรับรุ่นนี้มีชื่อว่า จีล่าซีx เจ้านี้จัดว่าเป็นนวัตกรรมแห่งอนาคตในช่วงนั้นเลยก็ว่าได้สำหรับปีที่เปิดตัวในอิตาลี่ก็คือปี 1989นำเข้ามาขายในประเทศไทยในปี1991ด้วยในราคา 85000บาทในยุคนั้นต้องบอกเลยว่ารถญี่ปุ่นในเมืองไทยอย่างพวกHONDA NSR หรือพวก รถวิคเตอร์ ราคาไม่ถึง50000เลยสักคันแถมยังเป็นเครื่อง150cc

แต่กับเจ้า CXตัวนี้นะตัวเครื่องนั้นจะมากับ125ccเท่านั้นถึงแม้ว่าจะมีออฟชั่นที่เยอะมากกว่าเพียงใดแต่ก็ยังไม่สารมารถทำตลาดได้จึงทำให้ในรถรุ่นนี้มียอดขายที่ไม่ค่อยจะดีเท่าไรในตอนนั้นแต่ก็บอกเลยว่าถ้าในปัจจุบันมีอยู่ถือว่าสุดยอดมาก

 

สนับสนุนโดย  Gclub ฝากขั้นต่ำ50

ประวัติฉายาจวรดทาง จิ๊กโก๋ โลเดียว หรือ RGV

วันนี้ก็จะมาพูดถึงรถรุ่นหนึ่งที่อาจถูกลืมไปแล้วในปัจจุบันนี้ก็อยากจะให้มันกลับมาเป็นกระแสอีกครั้งหนึ่งซึ่งถามว่ามีคนเล่นอยู่ไหมก็มีแต่ว่ามันน้อยเพราะว่ามันเป็นรถนอกกระแสแต่จะบอกอะไรให้นะตัวนี้เลยที่เป็นตำนานที่กล่าวกันมาอย่างยาวนานในเรื่องของความแรงของมันก็คือ RGV150ccนั่นเองซึ่งสมัยนั้นมันเป็นยังไงกันบ้างเดิมพันยังไงกันบ้างและในสมัยนั้นในยุค90 S ตำรวจก็ยังไม่กล้ายุ่งเหมือนในสมัยนี้ก็บอกได้เลยว่ามีความสุขจริงๆ

ซึ่งเป็นรถRGV150ccที่สมัยก่อนไม่มีใครนั้นรู้จักกันเดี๋ยวเรามาฟังข้อต่างๆ

ในรถคันนี้กันก็คือเป็นลักษณะหม้อลมหรือเสื้อลมเป็นการระบายความร้อนที่มีประสิทธิภาพแต่ไม่เหมาะกับเอาไว้ขับขี่ในช่วงระยะที่ยาวๆเพราะว่ามันนั้นจะระบายความร้อนไม่ทันลูกสูบมันร้อนพอมันร้อนเสร็จลูกสูบก็จะขยายเมื่อลูกขยายเสร็จก็จะทำให้ลูกสูบนั้นติดนี่แหล่ะที่มีอีกฉายาหนึ่งที่เรียกว่า ( จิ๊กโก๋ โลเดียว ) โลแรกมาได้เลยแต่ถ้าถึงโลที่สองแล้วละก็ยกคันเร่งกำครัชอย่างเดียวเพราะว่าเดี๋ยวลูกสูบจะติดเอานะครับ

ก็รถนั้นได้ทำมาให้เหมือนกับขับในระยะสั้นๆก็คือถ้าวัดกับรถสแตนดาส150ccจากโรงงานระยะทาง500เมตรถึง1กิโลถึงว่าRGVกินหมดทุกคัน ( ถ้าเป็นรถเดิมๆจากโรงงานนะจ๊ะ ) RGV150ccเป็นรถรุ่นแรกที่เป็น150ccที่รถนั้นได้ออกมาก่อนเพื่อนทุกรุ่นแต่ในเมื่อระยะเวลาไม่นานก็ถูกทาง ยามาฮ่า ออกตัวใหม่มาก็คือ VR150 ก็ออกมาด้วยแรงม้าที่เหนือกว่าสองรุ่นนี้ 28.5และได้ระบบระบายความร้อนด้วยน้ำซึ่งแช่ได้นานกว่า RGV อย่างแน่นอน

แล้วต่อมาก็มี NSR150Rตาเหลี่ยมและสุดท้ายก็ปิดท้ายด้วย คาวาซากิ KR150Rใบพัดตัวแรกก็นับตั้งแต่รถรุ่นอื่นนั้นได้เปิดตัวมาจากนั้นก็ทำให้รถรุ่น RGV นั้นได้ตกรุ่นไปหากจะมองข้อได้เปรียบของ RGV ที่จะพอสู้ได้นั้นในสมัยนั้นเขาจะพูดถึงเรื่องราคาถูกกว่าชาวบ้านเขาเพราะว่า รุ่นอื่นๆก็ 50000 55000 เกือบหกหมื่นแต่ RGV คันนี้ราคาอยู่ที่42500บาท

สมัยนั้นทองบาทละ4500 ลักษณะเครื่องยนต์ของ RGV เป็นหม้อลม มีความล้าหลังแต่ความล้าหลังนั้นก็ยังมีข้อดีดีที่สุดเลยในเรื่องของไม่มีการจุกจิกในการระบายความร้อนด้วยน้ำไม่ต้องกลัวว่าหม้นน้ำนั้นจะแห้งหรือป่าวหรือกระทั้งหม้อน้ำรั่วไม่ต้องไปเช็คให้เสียเวลาต้องนั้นเลยสะบายใจได้เลยแต่ก็ต้องแลกกับความแรงที่หายไปเพราะไม่สามารถแช่ในรอบสูงได้เนเวลานานเหมือนกับรถระบายความร้อนด้วยน้ำนะ

 

สนับสนุนโดย  ole777

ประวัติที่เหลือเพียงแค่ชื่อในกรุงเทพ

ทุกคนเคยสงศัยกันบางไหมว่าพื้นที่ในกรุงเทพในอดีตนั้นเคยเป็นอะไรมาก่อนเรามาย้อนรอยในกรุงเทพ ที่มีความสำคัญในประวัติศาสตร์เป็นสถานที่ที่งดงามหรือเคยเป็นสถานที่ยอดฮิตในอดีตแต่เมืองกาลเวลานั้นได้เปลี่ยนไปสถารที่เหล่านี้ก็ได้ถูกทดแทนด้วยสิ่งปลูกสร้างใหม่ๆให้มีความทันสมัยมากขึ้นแม้ว่าตอนนี้จะเหลือเพียงแค่ชื่อแต่สถานที่เหล่านี้ก็ยังเหลืออยู่ในความทรงจำ

พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ พระนคร เคยเป็นพระราชวังสถานมงคล (วังหน้า)

มาก่อนหลายๆคนคงจะรู้จักกันดีอยู่แล้วแต่รู้ไหมว่าในอดีตนั้นเคยเป็น พระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า)ซึ่งเป็นที่ประทัพของ กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาทเป็นพระองค์แรกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์โปรดให้สร้างขึ้นพร้อมกับพระบวมมหาราชวังในปี พ.ศ. 2325ครั้งเมือพระองค์ทรงทรงเสด็จสวรรคตวังหน้าก็ถูกปล่อยให้รกร้างเนื่องจากกรมพระราชวังบวรสถานมงคลพระองค์ต่อๆมาไม่ได้ทาประทัพแต่อย่างใดจนเวลาผ่านมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัฐกาลที่5โปรดให้ยกเลิกตำแหน่งกรมพระราชวังบวรสถานมงคลสถาปนารัชทายาทขึ้นใหม่คือ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยามมกุฏราชกุมาร ขึ้นแทนในปี พ.ศ.2404ในสมัยรัฐกาลที่7โปรดเกล้าพระราชทานพระราชมนเทียนสถานในพระราชวังสถานบวรสถานมงคลที่หมดนี้จัดตั้งเป็นพิพิธภัณฑ์สถานสำหรับพระนครและได้ประกาศตั้งเป็นพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติพระนครตังแต่ตอนนั้นเป็นต้นมา

วังเพชรบูรณ์ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์เคยเป็น วังเพชรบูรณ์ มาก่อน ซึ่งใครๆต่างก็รู้ดีในปัจจุบันนี้เดิมที่ในสมัยรัฐที่6โปรดเกล้าพระราชทานที่ดินบริเวณที่เป็นพระราชวังปทุมวันเดิมแก่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิลก กรมขุนเพ็ชรบูรณ์อินทราไชยให้สร้างตำหนักเพื่อเป็นวังที่ประทัพจนเมื่อเจ้าฟ้าสิ้นพระชน

และได้มีการเปลี่ยนแปรงการปกครองที่ดินตรงนี้จึงตกเป็นสำนักทรัพย์สินส่วนของพระมหากษัตริย์จนในปีพ.ศ.2425ได้มีบริษัทเอกชนได้เข้ามาทำศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์จนปลายปีพ.ศ.2445ทางบริษัทได้มีปัญหาทางการเงินกลุ่มเซ็นทรัลได้เข้ามาประมูลและได้ดำเนินการสร้างโครงการต่อจนกลายมาเป็นศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ในปัจจุบัน

ในทางเดียวกันหากคุณทราบถึงประวัติหรือที่มาของทางด้านเกี่ยวกับกรุงเทพแล้วนั้นย่อมทราบกันดีว่ากว่าจะมาเป็นกรุงเทพนั้นผ่านอะไรมามากมายไม่ว่าจะเป็นต่างจังหวัดที่มีประวัติหรือที่มาต่างๆแบบอย่างกรุงเทพเช่นกันแต่ว่าความสำคัญและแนวทางก็ยังมีที่มาที่ไปแตกต่างกันอยู่เหมือนกันนะ ในทางกลับกันไม่ว่าจะเป็นประวัติของที่ไหนก็ตามบไม่ว่าจะเป็นเหนือ ใต้ ออก หรือตก ย่อมมีประเพณีหรือประวัติความเป็นมาที่แตกต่างกัน ทำให้เรานั้นมีการเรียนรู้เกี่ยวกับประวัติในภาคต่างๆ

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  วิธีเล่นบาคาร่าให้ได้เงิน

ตำนานเมืองลับแล

เป็นตำนานเมืองลับแลเสียงแว่วดังระฆังหลอนที่บนภูกระดึง

เมืองลับแลดินแดนแห่งมิติใหม่มหัศจรรย์ที่ใครหลายๆคนนั้นก็เคยได้ยินแต่ก็ไม่เคยรู้ว่าแท้ที่จริงแล้วเมืองลับแลนั้นตั้งอยู่ที่ใดและมันจะมีอยู่จริงหรือไม่และยังมีความเชื่อมากนานแล้วว่าเมืองลับแลนั้นอยู่ซ้อนมิติอีกโลกของมนุษย์โดยเฉพาะบริเวณบนภูเขาลูกใหญ่ๆในป่าลึกถ่ำซึ่งมักจะมีตำนานที่เกี่ยวข้องที่เกี่ยวกับเมืองลับแลหนึ่งในนั้นก็คือภูกระดึง จังหวัดเลย

เส้นทางแห่งธรรมชาติในอุทยานแห่งชาติภูกระดึงชวนให้หน้าสัมผัสแต่ภายใต้สถานที่อันโอบล้อมไปด้วยขุนเขาและแม่น้ำย่อมมีตำนานที่มาทีเป็นอันลึกลับ ภูกระดึงแปลว่า ภูแห่งระฆังเพราะคำว่ากระดึงมาจากกระดิ่งชาวจังหวัดเลยเรียกว่าระฆังใหญ่แต่ก่อนที่จะมาเป็นชื่อภูกระดึงนั้นได้มีเรื่องเล่าที่เป็นน่าพิศวงชาวบ้านมักจะได้ยินเสียงระฆังแว่วดังมาจากบนภูเขาเชื่อว่าบริเวณนั้นเป็นที่อยู่อาศัยของชาวเมืองลับแล

หรือเป็นหมูบ้าน ผีบังบด ซึ่งมักจะได้ยินเสียงระฆังเฉพาะวัดพระเท่านั้นจนปู่ย่า ตายาย ได้บอกเล่ามาว่าเป็นเสยงระฆังของพระอินทร์และในส่วนหมู่บ้านของ ผีบังบด ที่ว่านั้นคนธรมดาไม่สามารถที่จะมองเห็นได้และหากว่าได้เข้าไกล้เมื่อใดหมู่บ้านนั้นก็จะหายไปทันทีและจะกลายเป็นป่าแทนเมื่อประมาณปี 2348 ได้มีพรานป่าคนหนึ่งเดินทางมาจากนครจำปาศักดิ์ประเทศลาวและได้เดินเท้ามาตามป่าเรื่อยๆและก็ได้มาพบกับป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์เขาก้ได้ชวนญาติมิตรทั้งหลายให้มาปักหลักอยู่ที่นี้

ซึ่งก็คือ ผา นกเค้า บริเวณที่นักท่องเที่ยวไปต่อรถขึ้นบนภูกระดึงนั่นเองวันหนึ่งนายพรานได้ออกล่าสัตว์ไปจนถึงภูเขาลูกหนึ่งและสิ่งที่นายพรานนั้นได้พบเห็นทำให้ตกตะลึงและทำให้รู้สึกตกใจลเพราะภาพในความกว้างใหญ่ไพล สารของพื้นป่านั้นในปรากฏอยู่ต่อหน้าอีกทั้งยังมีสัตว์ป่าหลายชนิดต่างก็ได้พากันหากินอาหารแต่เมื่อได้มองเห็นนายพรานสัตว์ป่านั้นก้ไม่ได้มีท่าทีที่จะตกใจกลัวแต่อย่างใดและด้วยสัญชาตญาณของพรานเมื่อเห็นลักษณะของสัตว์ที่ไม่ตื่นกลัวเลย

ก็จึงไม่กล้าที่จะยิงหรือล่าสัตว์เพราะดูแล้วมันผิดปกติจึงเชื่อว่าภูเขาในสถานที่แห่งนี้นั้นเป็นดินแดนของสิ่งศักดิ์สิทธิ์นายพรานก็จึงได้ระเว้นการล่าสัตว์ป่าในพื้นที่ป่าแห่งนี้และนายพรานนั้นก็ได้กลับมาที่บ้านมาเล่าเรื่องที่นายพรานนั้นได้ไปพบเจอมาให้กับญาติฟังต่อมาเรื่องราวของภูเขาแห่งนี้ก็ได้ถูกเปิดเผยและได้กลายมาเป็นภูกระดึงอุทยานแห่งชาติที่มากไปด้วยธรรมชาติและสีสันของต้นไม้รวมทั้งป่าป่านาๆชนิดอย่างที่เห็นกันในปัจจุบัน

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  ole777