รถมอเตอร์ไซค์ที่คนไทยสมัยนี้ลืมกัน

สำหรับรถรุ่นนี้เป็นรถของ คาวาซากิเมจิก สำหรับคาวาซากิในอดีตเรียกได้ว่าเคยทำรถเล็กจนประสบความสำเร็จมาแล้วหลายรุ่นด้วยกันหลายคนนั้นก็อาจจะรู้จักกับอย่าง คาเซ่ หรือว่า เชียร์ และก็ยังมีรถเล็กที่ยังไม่ประสบความสำเร็จด้วยนะอย่างเจ้ารุ่นนี้ที่มีชื่อว่าคาวาซากิเมจิกเครื่อง110cc 2จังหวะก็ถือได้ว่าเป็นรถรุ่นหนึ่งที่ว่าทำตลาดในประเทศไทย

ได้สักพักหนึ่งในช่วงประมาณปี 38 – 40 จริงๆแล้วสำหรับรถรุ่นนี้แทบจะไม่มีข้อมูลบนอินเตอร์เน็ตสักเท่าไรเพราะว่าเป็นหนึ่งรุ่นที่คาวาซากิทำตลาดแล้วไม่ค่อยประสบความสำเร็จในประเทศไทยแต่ว่าเพื่อนข้างๆเคียงก้นิยมกันพอสมควรในอดีตพูดได้ว่าราคาของมันนั้นอยู่ที่หลักพันแต่ว่าอาจจะมีตังค์แล้วก็อาจจะซื้อไม่ได้เพราะว่าเจ้าคาวาซากิเมจิกนั้นหาซื้อกันไม่ได้ง่ายๆแล้ว

สำหรับรถรุ่นนี้ก้ยังอยู่ในรุ่นของ คาวาซากิ เจ้ารุ่นนี้มีชื่อเรียกว่า คาวาซากิZX130เป็นรถแม่บ้านสุดล้ำในยุคนั้นบอกได้เลยว่าดีทรายมาจากอนาคตได้เลยเพราะว่าเรื่องออฟชั่นของมันนั้นมีมากมายเรื่องโดดเด็ดที่สุดคือเรื่องของการเปิดฝาถังน้ำมันเจ้าน้เป็นต้นๆเลยได้เริ่มทำถังน้ำมันเอาไว้ข้างหน้าในการเติมน้ำมันนั้นก็ไม่ต้องลงจากรถแต่ในยุคนั้นถือได้ว่าเป็นของแปลกมากๆในช่วงเปิดตัวขอ ZX130 ตอนนั้นทางค่าย คาวาซากิ เหมือนกำลังจะเดินเซก็เรียกง่ายๆว่ายอดขายในตอนนั้น

ไม่ค่อยเป็นไปตามที่คิดเอาไว้สักเท่าไรก็เลยเขนเจ้าXZ130นี้ออกมาวางขายแต่สักพันยอดขายนั้นมันก็ยังไม่เป็นไปตามเป้าเท่าไรก็เลยได้ปิดตำนานXZ130เอาไว้ท้ายที่สุดแล้วในปัจจุบันก็กลายเป็นรถลิมิเต็ดที่ไม่มีให้เห็นวิ่งบนท้องถนนเหมือนเคย

สำหรับรถรุ่นนี้เป็นรุ่น ซูซูกิเบส เจ้านี้ถือว่าเป็นรถขวัญใจของแม่บ้านจากค่ายซุซุกิในตอนนั้นเลยนะเวลานั้นทางซุซุกินั้นยอดขายถือว่ายังไม่อ่อนค่าเท่ากับสมัยปัจจุบันซึ่งซุซุกิเบสนี้เป็นรถรุ่นหนึ่งที่ขายดีกว่าสปาร์คจากยามาฮ่าในตอนนั้นยอดขายจของสปาร์คในเวลานั้นถือว่าสู้ซุซุกิเบสไม่ได้เลยแต่ในปัจจุบันเราแทบจะไม่เห็นซุซุกิเบสวิ่งบนท้องถนนนี่นับ

แค่ใน กทม. เท่านั้นก้ไม่เห็นมีแล้วหรือว่าที่ไหนมีก็บอกต่อกันมาได้นะแต่สมัยบ้านผมก็ไม่ค่อยมีแล้วแต่ทุกวันนี้ก็ไม่เห็นรถซุซุกิเบสแล้วจะเห็นแต่เพียงก็สปาร์คที่มีเห็นอยู่ในปัจจุบัน

 

สนับสนุนเหล่านี้จาก  แทงหวยฮานอย

รถมอเตอร์ไซค์ที่ตกรุ่นในสมัยก่อน

วันนี้เราจะมาพูดถึงรถมอเตอร์ไซค์ที่คนไทยนั้กำลังจะลืมหรือรถที่กำลังจะถูกลืมในปัจจุบันนี้บางรุ่นก็มักจะขายดีในอดีตบางรุ่นก็อาจจะพับตลาดไปตั้งแต่ตอนเริ่มเลยก็ได้

สำหรับรุ่นแรกด็มาจาก แบรนด์คาจิว่า  เจ้าคาจิว่านั้นก็ถือว่าเป็นรถมอเตอร์ไซค์จากทางอิตาลีคือในอดีตนั้นได้ทำตลาดในหลายรุ่นหนึ่งในนั้นก็จะเป็น คาจิว่า F4 150 เป็นรถนักเก็ตไบค์150ccตอนนั้นจัดได้ว่ามีออฟชั่นที่ครบถ้วนทั้งคันเลยทีเดียวแต่ว่าเรื่องของราคาบางคนก็บอกว่าแพงบางคนก็บอกว่าถูกแต่ราคานั้นคาดว่าเกินแสนอย่างแน่นอน

แต่ว่าในช่วงหลังๆ ทางคาจิว่าก็ดูเหมือนจับพับตลาดไปก็เลยเปลี่ยนมือ F4 150 ตกไปอยู่ในมือของไทเกอร์ ก็เลยได้ผลิต ไทเกอร์4 ออกมาจำหน่ายแต่ก็ออกมาแปปพอกับคาจิว่าและทุกวันนี้ก็แทบจะไม่เห็นในถนนเมืองไทยอาจจะไม่เคยเห็นวิ่งกันเลยก็ได้สำหรับรุ่นนี้

สำหรับรุ่นนี้ก็ยังอยู่กับแบรนด์  คาจิว่า ที่มีชื่อว่า คาจิว่าสเตลล่า  เจ้าสเตลล่ามีสอง2cc จะมีตัว115cc 125ccเจ้าสเตลล่าจัดว่าเป็นรถรุ่นหนึ่งที่มีออฟชั่นเต็มสุดๆแถมแบรนด์ยังมาจากอิตาลีอีกด้วยในตอนนั้นถือว่าเป็นการขายแบรนด์ขายออฟชั่นจะเรียกเจ้าสเตลล่านี่นะเป็นรถ กระเทยที่ไฮโซเลยก็ว่าได้คือมันค่อนข้างที่จะมีราคาสูงกว่าเพื่อนๆในตลาดในตอนนั้นเมื่อยอดขายจะไม่ดีมากแต่ในตอนนั้นสร้างเรื่องของความเร็วเอาไว้ได้อย่างสุดๆเลย

ในเรื่องของระบบวาวต่างๆ และก็ออฟชั่นภายในจัดว่าเจ๋งกว่ารถญี่ปุ่นในตอนนั้นสะอีกอย่างที่ได้ยินกันมาว่าเจ้าคาจิว่าสเตลล่าคันนี้มีความมีความเร็วมากกว่ากระเทยตัวแรงจากทางค่ายHONDAนั้นก็คือโนวาแดช

สำหรับรุ่นนี้มีชื่อว่า จีล่าซีx เจ้านี้จัดว่าเป็นนวัตกรรมแห่งอนาคตในช่วงนั้นเลยก็ว่าได้สำหรับปีที่เปิดตัวในอิตาลี่ก็คือปี 1989นำเข้ามาขายในประเทศไทยในปี1991ด้วยในราคา 85000บาทในยุคนั้นต้องบอกเลยว่ารถญี่ปุ่นในเมืองไทยอย่างพวกHONDA NSR หรือพวก รถวิคเตอร์ ราคาไม่ถึง50000เลยสักคันแถมยังเป็นเครื่อง150cc

แต่กับเจ้า CXตัวนี้นะตัวเครื่องนั้นจะมากับ125ccเท่านั้นถึงแม้ว่าจะมีออฟชั่นที่เยอะมากกว่าเพียงใดแต่ก็ยังไม่สารมารถทำตลาดได้จึงทำให้ในรถรุ่นนี้มียอดขายที่ไม่ค่อยจะดีเท่าไรในตอนนั้นแต่ก็บอกเลยว่าถ้าในปัจจุบันมีอยู่ถือว่าสุดยอดมาก

 

สนับสนุนโดย  Gclub ฝากขั้นต่ำ50

วันชาติ

วันชาติ เป็นการเฉลิมฉลองอย่างหนึ่งที่จัดขึ้นทั่วโลก

เเต่ไม่ใช่จัดขึ้นเวลาเดียวกันทั้งโลก เเต่เป็นการเเสดงความยินดีกับประเทศของตัวเอง ซึ่งวันชาติเเต่ละประเทศนั้นก็ไม่ตรงกันอยู่เเล้ว วันชาติของประเทศอื่นอาจมีการเฉลิมฉลองไม่เหมือนกัน วันชาติจัดมาเพื่อเเสดงความเป็นเอกราชของประเทศชาติที่กว่าจะมีชาตินี้ได้มันผ่านอะไรมาบ้าง วันชาติเเต่ละประเทศจะมีการเฉลิมฉลอง เช่น การเดินขบวนพาเหรด การเเต่งชุดประจำชาติ การติดไฟประดับตกเเต่งไห้กับสถานที่สำคัญ

หลายๆประเทศใช้วันเอกราชมาเป็นวันชาติ เพราะที่ต่างประเทศจะเเยกตัวออกมาจากการเป็นเมืองขึ้นของประเทศอื่นทั้งนั้น จึงยกวันที่เเยกตัวออกมาจากประเทศอื่นเป็นวันชาติ หมายความว่าประเทศได้เป็นเอกราชเเล้วนั่นเองวันชาติถือว่าเป็นความภาคภูมิใจอย่างหนึ่งของคนทั้งประเทศ ในเเต่ละเดือนจะมีวันชาติของประเทศต่างๆเกิดขึ้น 

ประเทศที่จัดวันชาติที่ยิ่งใหญ่เเละสวยงามที่สุดคือประเทศฝรั่งเศส จะเปิดเเสงไฟเเละของประดับตกเเต่งรอบทั้งเมือง เพื่อเป็นความภาคภูมิใจของคนในประเทศตัวเอง โดยวันชาติเเถบๆเอเชียนั้น ก็จะมีความเเตกต่างกันออกไป เช่น การทำธงใหญ่ๆมาโชว์ การทำธงประจำชาติตัวเองปักตามทางตามถนน เพื่อเเสดงถึงความมีเอกราช

ส่วนประเทศไทยของเราวันขาติตรงกับพ่อพอดี ประเทศไทยจึงมีการจัดทำบุญใหญ่ ตักบาตรกันเเต่เช้า สวดมนต์ ไม่ค่อยเฉลิมฉลองกันเหมือนเเถบยุโรปเท่าไหร่นัก เพราะว่าประเทศไทยตรงกับวันพ่อพอดี เลยต้องมีการทำบุญตอบเเทนคุณพ่อเเม่ไปด้วย จึงมีการสวดมนต์ทำบุญครั้งใหญ่ เพราะประเทศไทยเป็นเมืองพุทธศาสนิกชนเเละตรงกับวันพ่อพอดี ก็เลยมีการจัดการทำบุญครั้งใหญ่นั่นเอง บอกได้เลยว่าวันชาตินั้นเป็นวันที่มีความยิ่งใหญ่เเละสำคัญที่สุดของคนในประเทศนั้น ๆเพราะกว่าจะมาเป็นประเทศได้ต้องผ่านอะไรมาบ้างเช่น การตกเป็นเมืองขึ้น 

การต้องเอาเเผ่นดินบางส่วนเข้าเเลกกว่าจะเเยกออกมาเป็นประเทศ ซึ่งเมื่อถึงวันชาติเเล้ว ประเทศอื่นๆก็ต่างเเสดงตัวเองว่ารักชาติ เพราะทุกประเทศมีเรื่องราวเเละประวัติศาสตร์ของมัน ต้องจัดเพื่อลำลึกว่าประเทศเรากว่าจะเป็นเอกราชได้ต้องใช้เวลานานขนาดไหน วันชาติจึงมีความสำคัญที่สุดของประเทศนั้น ๆ

เเต่ละประเทศจัดไม่เหมือนกัน เพราะประวัติความเป็นมาของประเทศจะยากลำบากต่างกัน บางประเทศรักประเทศเเบบยิ่งใหญ่ ก็จะจัดเเบบอลังการหน่อย สุดท้ายนี้วันชาติก็เป็นวันที่ทุกประเทศต้องลึกลึกถึงความหลังอยู่เเล้วว่ากว่าจะเป็นเอกราชจะต้องเสียอะไรมาบ้าง วันชาติจึงเป็นวันที่สำคัญวันหนึ่งของทุก ๆประเทศ

 

สนับสนุนโดย  เล่นบาคาร่าให้ได้เงิน

ประวัติฉายาจวรดทาง จิ๊กโก๋ โลเดียว หรือ RGV

วันนี้ก็จะมาพูดถึงรถรุ่นหนึ่งที่อาจถูกลืมไปแล้วในปัจจุบันนี้ก็อยากจะให้มันกลับมาเป็นกระแสอีกครั้งหนึ่งซึ่งถามว่ามีคนเล่นอยู่ไหมก็มีแต่ว่ามันน้อยเพราะว่ามันเป็นรถนอกกระแสแต่จะบอกอะไรให้นะตัวนี้เลยที่เป็นตำนานที่กล่าวกันมาอย่างยาวนานในเรื่องของความแรงของมันก็คือ RGV150ccนั่นเองซึ่งสมัยนั้นมันเป็นยังไงกันบ้างเดิมพันยังไงกันบ้างและในสมัยนั้นในยุค90 S ตำรวจก็ยังไม่กล้ายุ่งเหมือนในสมัยนี้ก็บอกได้เลยว่ามีความสุขจริงๆ

ซึ่งเป็นรถRGV150ccที่สมัยก่อนไม่มีใครนั้นรู้จักกันเดี๋ยวเรามาฟังข้อต่างๆ

ในรถคันนี้กันก็คือเป็นลักษณะหม้อลมหรือเสื้อลมเป็นการระบายความร้อนที่มีประสิทธิภาพแต่ไม่เหมาะกับเอาไว้ขับขี่ในช่วงระยะที่ยาวๆเพราะว่ามันนั้นจะระบายความร้อนไม่ทันลูกสูบมันร้อนพอมันร้อนเสร็จลูกสูบก็จะขยายเมื่อลูกขยายเสร็จก็จะทำให้ลูกสูบนั้นติดนี่แหล่ะที่มีอีกฉายาหนึ่งที่เรียกว่า ( จิ๊กโก๋ โลเดียว ) โลแรกมาได้เลยแต่ถ้าถึงโลที่สองแล้วละก็ยกคันเร่งกำครัชอย่างเดียวเพราะว่าเดี๋ยวลูกสูบจะติดเอานะครับ

ก็รถนั้นได้ทำมาให้เหมือนกับขับในระยะสั้นๆก็คือถ้าวัดกับรถสแตนดาส150ccจากโรงงานระยะทาง500เมตรถึง1กิโลถึงว่าRGVกินหมดทุกคัน ( ถ้าเป็นรถเดิมๆจากโรงงานนะจ๊ะ ) RGV150ccเป็นรถรุ่นแรกที่เป็น150ccที่รถนั้นได้ออกมาก่อนเพื่อนทุกรุ่นแต่ในเมื่อระยะเวลาไม่นานก็ถูกทาง ยามาฮ่า ออกตัวใหม่มาก็คือ VR150 ก็ออกมาด้วยแรงม้าที่เหนือกว่าสองรุ่นนี้ 28.5และได้ระบบระบายความร้อนด้วยน้ำซึ่งแช่ได้นานกว่า RGV อย่างแน่นอน

แล้วต่อมาก็มี NSR150Rตาเหลี่ยมและสุดท้ายก็ปิดท้ายด้วย คาวาซากิ KR150Rใบพัดตัวแรกก็นับตั้งแต่รถรุ่นอื่นนั้นได้เปิดตัวมาจากนั้นก็ทำให้รถรุ่น RGV นั้นได้ตกรุ่นไปหากจะมองข้อได้เปรียบของ RGV ที่จะพอสู้ได้นั้นในสมัยนั้นเขาจะพูดถึงเรื่องราคาถูกกว่าชาวบ้านเขาเพราะว่า รุ่นอื่นๆก็ 50000 55000 เกือบหกหมื่นแต่ RGV คันนี้ราคาอยู่ที่42500บาท

สมัยนั้นทองบาทละ4500 ลักษณะเครื่องยนต์ของ RGV เป็นหม้อลม มีความล้าหลังแต่ความล้าหลังนั้นก็ยังมีข้อดีดีที่สุดเลยในเรื่องของไม่มีการจุกจิกในการระบายความร้อนด้วยน้ำไม่ต้องกลัวว่าหม้นน้ำนั้นจะแห้งหรือป่าวหรือกระทั้งหม้อน้ำรั่วไม่ต้องไปเช็คให้เสียเวลาต้องนั้นเลยสะบายใจได้เลยแต่ก็ต้องแลกกับความแรงที่หายไปเพราะไม่สามารถแช่ในรอบสูงได้เนเวลานานเหมือนกับรถระบายความร้อนด้วยน้ำนะ

 

สนับสนุนโดย  ole777

ประวัติที่เหลือเพียงแค่ชื่อในกรุงเทพ

ทุกคนเคยสงศัยกันบางไหมว่าพื้นที่ในกรุงเทพในอดีตนั้นเคยเป็นอะไรมาก่อนเรามาย้อนรอยในกรุงเทพ ที่มีความสำคัญในประวัติศาสตร์เป็นสถานที่ที่งดงามหรือเคยเป็นสถานที่ยอดฮิตในอดีตแต่เมืองกาลเวลานั้นได้เปลี่ยนไปสถารที่เหล่านี้ก็ได้ถูกทดแทนด้วยสิ่งปลูกสร้างใหม่ๆให้มีความทันสมัยมากขึ้นแม้ว่าตอนนี้จะเหลือเพียงแค่ชื่อแต่สถานที่เหล่านี้ก็ยังเหลืออยู่ในความทรงจำ

พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ พระนคร เคยเป็นพระราชวังสถานมงคล (วังหน้า)

มาก่อนหลายๆคนคงจะรู้จักกันดีอยู่แล้วแต่รู้ไหมว่าในอดีตนั้นเคยเป็น พระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า)ซึ่งเป็นที่ประทัพของ กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาทเป็นพระองค์แรกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์โปรดให้สร้างขึ้นพร้อมกับพระบวมมหาราชวังในปี พ.ศ. 2325ครั้งเมือพระองค์ทรงทรงเสด็จสวรรคตวังหน้าก็ถูกปล่อยให้รกร้างเนื่องจากกรมพระราชวังบวรสถานมงคลพระองค์ต่อๆมาไม่ได้ทาประทัพแต่อย่างใดจนเวลาผ่านมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัฐกาลที่5โปรดให้ยกเลิกตำแหน่งกรมพระราชวังบวรสถานมงคลสถาปนารัชทายาทขึ้นใหม่คือ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยามมกุฏราชกุมาร ขึ้นแทนในปี พ.ศ.2404ในสมัยรัฐกาลที่7โปรดเกล้าพระราชทานพระราชมนเทียนสถานในพระราชวังสถานบวรสถานมงคลที่หมดนี้จัดตั้งเป็นพิพิธภัณฑ์สถานสำหรับพระนครและได้ประกาศตั้งเป็นพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติพระนครตังแต่ตอนนั้นเป็นต้นมา

วังเพชรบูรณ์ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์เคยเป็น วังเพชรบูรณ์ มาก่อน ซึ่งใครๆต่างก็รู้ดีในปัจจุบันนี้เดิมที่ในสมัยรัฐที่6โปรดเกล้าพระราชทานที่ดินบริเวณที่เป็นพระราชวังปทุมวันเดิมแก่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิลก กรมขุนเพ็ชรบูรณ์อินทราไชยให้สร้างตำหนักเพื่อเป็นวังที่ประทัพจนเมื่อเจ้าฟ้าสิ้นพระชน

และได้มีการเปลี่ยนแปรงการปกครองที่ดินตรงนี้จึงตกเป็นสำนักทรัพย์สินส่วนของพระมหากษัตริย์จนในปีพ.ศ.2425ได้มีบริษัทเอกชนได้เข้ามาทำศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์จนปลายปีพ.ศ.2445ทางบริษัทได้มีปัญหาทางการเงินกลุ่มเซ็นทรัลได้เข้ามาประมูลและได้ดำเนินการสร้างโครงการต่อจนกลายมาเป็นศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ในปัจจุบัน

ในทางเดียวกันหากคุณทราบถึงประวัติหรือที่มาของทางด้านเกี่ยวกับกรุงเทพแล้วนั้นย่อมทราบกันดีว่ากว่าจะมาเป็นกรุงเทพนั้นผ่านอะไรมามากมายไม่ว่าจะเป็นต่างจังหวัดที่มีประวัติหรือที่มาต่างๆแบบอย่างกรุงเทพเช่นกันแต่ว่าความสำคัญและแนวทางก็ยังมีที่มาที่ไปแตกต่างกันอยู่เหมือนกันนะ ในทางกลับกันไม่ว่าจะเป็นประวัติของที่ไหนก็ตามบไม่ว่าจะเป็นเหนือ ใต้ ออก หรือตก ย่อมมีประเพณีหรือประวัติความเป็นมาที่แตกต่างกัน ทำให้เรานั้นมีการเรียนรู้เกี่ยวกับประวัติในภาคต่างๆ

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  วิธีเล่นบาคาร่าให้ได้เงิน

ตำนานเมืองลับแล

เป็นตำนานเมืองลับแลเสียงแว่วดังระฆังหลอนที่บนภูกระดึง

เมืองลับแลดินแดนแห่งมิติใหม่มหัศจรรย์ที่ใครหลายๆคนนั้นก็เคยได้ยินแต่ก็ไม่เคยรู้ว่าแท้ที่จริงแล้วเมืองลับแลนั้นตั้งอยู่ที่ใดและมันจะมีอยู่จริงหรือไม่และยังมีความเชื่อมากนานแล้วว่าเมืองลับแลนั้นอยู่ซ้อนมิติอีกโลกของมนุษย์โดยเฉพาะบริเวณบนภูเขาลูกใหญ่ๆในป่าลึกถ่ำซึ่งมักจะมีตำนานที่เกี่ยวข้องที่เกี่ยวกับเมืองลับแลหนึ่งในนั้นก็คือภูกระดึง จังหวัดเลย

เส้นทางแห่งธรรมชาติในอุทยานแห่งชาติภูกระดึงชวนให้หน้าสัมผัสแต่ภายใต้สถานที่อันโอบล้อมไปด้วยขุนเขาและแม่น้ำย่อมมีตำนานที่มาทีเป็นอันลึกลับ ภูกระดึงแปลว่า ภูแห่งระฆังเพราะคำว่ากระดึงมาจากกระดิ่งชาวจังหวัดเลยเรียกว่าระฆังใหญ่แต่ก่อนที่จะมาเป็นชื่อภูกระดึงนั้นได้มีเรื่องเล่าที่เป็นน่าพิศวงชาวบ้านมักจะได้ยินเสียงระฆังแว่วดังมาจากบนภูเขาเชื่อว่าบริเวณนั้นเป็นที่อยู่อาศัยของชาวเมืองลับแล

หรือเป็นหมูบ้าน ผีบังบด ซึ่งมักจะได้ยินเสียงระฆังเฉพาะวัดพระเท่านั้นจนปู่ย่า ตายาย ได้บอกเล่ามาว่าเป็นเสยงระฆังของพระอินทร์และในส่วนหมู่บ้านของ ผีบังบด ที่ว่านั้นคนธรมดาไม่สามารถที่จะมองเห็นได้และหากว่าได้เข้าไกล้เมื่อใดหมู่บ้านนั้นก็จะหายไปทันทีและจะกลายเป็นป่าแทนเมื่อประมาณปี 2348 ได้มีพรานป่าคนหนึ่งเดินทางมาจากนครจำปาศักดิ์ประเทศลาวและได้เดินเท้ามาตามป่าเรื่อยๆและก็ได้มาพบกับป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์เขาก้ได้ชวนญาติมิตรทั้งหลายให้มาปักหลักอยู่ที่นี้

ซึ่งก็คือ ผา นกเค้า บริเวณที่นักท่องเที่ยวไปต่อรถขึ้นบนภูกระดึงนั่นเองวันหนึ่งนายพรานได้ออกล่าสัตว์ไปจนถึงภูเขาลูกหนึ่งและสิ่งที่นายพรานนั้นได้พบเห็นทำให้ตกตะลึงและทำให้รู้สึกตกใจลเพราะภาพในความกว้างใหญ่ไพล สารของพื้นป่านั้นในปรากฏอยู่ต่อหน้าอีกทั้งยังมีสัตว์ป่าหลายชนิดต่างก็ได้พากันหากินอาหารแต่เมื่อได้มองเห็นนายพรานสัตว์ป่านั้นก้ไม่ได้มีท่าทีที่จะตกใจกลัวแต่อย่างใดและด้วยสัญชาตญาณของพรานเมื่อเห็นลักษณะของสัตว์ที่ไม่ตื่นกลัวเลย

ก็จึงไม่กล้าที่จะยิงหรือล่าสัตว์เพราะดูแล้วมันผิดปกติจึงเชื่อว่าภูเขาในสถานที่แห่งนี้นั้นเป็นดินแดนของสิ่งศักดิ์สิทธิ์นายพรานก็จึงได้ระเว้นการล่าสัตว์ป่าในพื้นที่ป่าแห่งนี้และนายพรานนั้นก็ได้กลับมาที่บ้านมาเล่าเรื่องที่นายพรานนั้นได้ไปพบเจอมาให้กับญาติฟังต่อมาเรื่องราวของภูเขาแห่งนี้ก็ได้ถูกเปิดเผยและได้กลายมาเป็นภูกระดึงอุทยานแห่งชาติที่มากไปด้วยธรรมชาติและสีสันของต้นไม้รวมทั้งป่าป่านาๆชนิดอย่างที่เห็นกันในปัจจุบัน

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  ole777

ขั้นตอนการจัดพิธีงานศพของไทย

การจัดงานศพถือเป็นอีกหนึ่งประเพณีที่ญาติพี่น้องหรือคนในครอบครัว จะกระทำให้กับผู้ที่เสียชีวิตเป็นครั้งสุดท้าย ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นการให้เกียรติและระลึกถึงความดีของผู้เสียชีวิตในตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ 

หลังจากมีผู้เสียชีวิตหรือมีคนตายเกิดขึ้นเราจะต้องจัดการตามลำดับขั้นตอนดังนี้

  1. การแจ้งตาย  เมื่อมีคนตาย ก่อนที่เราจะจัดพิธีงานศพขึ้นเราจะต้องไปแจ้งตายก่อน โดยญาติจะต้องไปทำเรี่องแจ้งตายที่สำนักงานทะเบียนท้องถิ่นภายในเวลา 24 ชั่วโมง เพื่อขอให้ออกใบมรณบัตร และเราจะต้องนำใบมรณบัตรพร้อมทะเบียนบ้านไปทำเรื่องต่อที่สำนักงานทะเบียนท้องถิ่นตามภูมิลำเนาของผู้ตายเพื่อให้จำนายว่าเสียชีวิตแล้วซึ่งต้องทำเรื่องภายใน 15 วัน
  2. การนำศพที่ไปวัด เมื่อแจ้งตายแล้วให้ติดต่อไปยังวัดที่จะนำศพไปตั้งบำเพ็ญกุศล ถ้าหากผู้เสียชีวิตเสียที่โรงพยาบาล ก็สามารถบอกกับเจ้าหน้าที่เพื่อขอให้จัดรถส่งศพให้ ทั้งนี้ทางญาติผู้เสียชีวิตควรจะเตรียมเสื้อผ้าเพื่อแต่งตัวศพ เตรียมผ้าแพรสำหรับคลุมศพ และรูปภาพที่จะตั้งหน้าศพไว้ให้เรียบร้อย
  3. การอาบน้ำศพ หรือพิธีรดน้ำศพ  ก่อนที่เราจะนำศพใส่ลงในโลงญาติจะต้องทำพิธีรดน้ำและแต่งตัวศพให้เรียบร้อยก่อน พิธีรดน้ำศพเริ่มจากญาติและลูกหลาน ทำการจุดธูปคนละหนึ่งดอกไหว้ขอขมาต่อศพ ที่นอนอยู่บนเตียง จากนั้นญาติจะรดน้ำศพก่อน แล้วค่อยทยอยมาเป็นแขกผู้มาร่วมงาน เพื่อแสดงความเคารพต่อผู้ล่วงลับ    เราเชื่อกันว่าการอาบน้ำศพจะทำให้คนตายไปสู่โลกอื่นอย่างบริสุทธิ์
  4. การจัดสวดอภิธรรม  จะเริ่มจัดสวดอภิธรรมตั้งแต่วันที่ตั้งศพและจัดสวดทุกวันในตอนกลางคืน  ส่วนมากนิยมจัดสวดกัน อยู่ที่ 3 วัน 5 วัน หรือ 7 วัน ตามแต่เจ้าภาพสะดวก ซึ่งจะนิมนต์พระมาสวดจำนวน 4 รูป เมื่อสวดพระอภิธรรมจบแล้ว เจ้าภาพก็จะถวายปัจจัยเครื่องไทยธรรมแด่พระสงฆ์ จุดประสงค์ของการสวดอภิธรรมก็เพื่อที่จะได้ทำบุญอุทิศส่วนกุศลแก่ผู้ตาย  รวมถึงเจ้าภาพและแขกที่มาร่วมฟังสวด ได้แสดงออกถึงความเคารพนับถือและความกตัญอยู่ต่อผู้ตายอีกด้วย
  5. การฌาปนกิจศพ  หลังจากการสวดอภิธรรมคืนสุดท้ายสิ้นสุดลงในวันรุ่งขึ้นจะมีพิธีฌาปนกิจ ขั้นตอนนี้ถือว่าเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุดในการจัดงานศพ เริ่มจากนำโลงศพลงจากศาลา มาที่เมรุเดินเวียนทางซ้ายสามรอบก่อนนำศพขึ้นสู่เมรุ เมื่อถึงกำหนดเวลาเจ้าภาพจะอ่านประวัติและกล่าวคำไว้อาลัยเป็นครั้งสุดท้าย แล้วเชิญแขกผู้ใหญ่ทอดผ้าบังสกุล และเมื่อประธานในพิธีทอดผ้าป่าบังสกุลเสร็จแล้ว จึงจะเชิญแขกผู้มาร่วมงานขึ้นประชุมเพลิง ในพิธีฌาปนกิจนั้นได้ให้ แง่มุมเกี่ยวกับธรรมะว่า สิ่งใดในโลกล้วนอนิจจังทุกคนเกิดมาก็ต้องตาย ฉะนั้นตอนมีชีวิตอยู่ควรจะหมั่นทำความดีและสร้างบุญกุศลเอาไว้มากๆ

 

ขอบคุณเรื่องราวโดย  วิธีเล่นบาคาร่าให้รวย

ประวัติความเป็นมาของรองเท้าที่ได้รับความนิยม Adidas

อาจเรียกได้ว่าคงจะไม่มีผู้ใดที่ไม่รู้แบรนด์รองเท้ายี่ห้อดังอย่าง adidas 

เมื่อพูดชื่อ adidas ขึ้นมา ทุกคนมักจะนึกถึงอุปกรณ์สำหรับเล่นกีฬาเกือบทุกประเภท เช่น เสื้อ กางเกง กระเป๋า ลูกฟุตบอล หรือแม้กระทั้งรองเท้า สำหรับแบรนด์ adidas นั้นเป็นแบรนด์ชนชาติเยอรมนี แล้วก็ผู้ที่ก่อนตั้งแบรนด์นี้ขึ้นมาก็เป็น สองลูกพี่ลูกน้องเชื้อสาย Dassler 

ซึ่งก็คือ Adolf แล้วก็ Adi Dassler ซึ่งแนวทางการทำรองเท้าทีแรกนั้นเกิดภายหลังที่ Adi Dassler เดินทางกลับมาจากการไปรบในสงครามโลกครั้งที่ 1 โดยเขาทั้งคู่ซ่อมรองเท้าหนแรกในปี ค.ศ. 1920 

พวกเขาช่วยเหลือกันที่บ้าน โดยทั้งสองคนช่วยเหลือกันทำรองเท้าสำหรับนักกีฬาและก็มีการตั้งยี่ห้อรองเท้าของตัวเองว่า Dassler รวมทั้งเริ่มเปิดขายสินค้าคราวแรกในปี ค.ศ. 1924 รองเท้าของบริษัท Dassler มีชื่อเสียงกันอย่างกว้างขวางเนื่องด้วยมีนักวิ่งคนหนึ่งนำรองเท้าของพวกเขามาสวมแล้ววิ่งแข่งขันโอลิมปิกและก็สามารถคว้าแชมป์ได้เหรียญทองมาถึง 4 เหรียญ จึงเป็นสาเหตุให้ปีนั้นรองเท้าDassler ก็เลยมียอดจำหน่ายที่สูงมากมาย 

ซึ่งภายหลังที่ผลิตภัณฑ์ขายดิบขายดีไม่นานก็กำเนิดสงครามโลกครั้งที่สองขึ้นและคนเป็นพี่ก็ถูกเรียกตัวกลับไปทำงานรบ และก็ธุรกิจการค้าเริ่มมีทหารเข้ามาสั่งให้บริษัททำรองเท้าให้ทหารเอาไว้ใส่ออกรบโดยเฉพาะ จากเหตุในคราวนี้ลูกพี่ลูกน้องคู่นี้ก็เลยทะเลาะกันและมีการแยกตัวออกมาแล้วก็มีการตั้งบริษัทเป็นของตนเองทั้งคู่

 โดยรูดิ ได้ออกมาสร้างยี่ห้อรองเท้าใหม่ด้วยการใช้ชื่อว่า Ruma และก็ต่อมาก็เปลี่ยนแปลงชื่ออีกทีเป็น Puma ส่วนแอดดิ จากที่ใช้ยี่ห้อDasslerก็เปลี่ยนแปลงชื่อใหม่เช่นเดียวกันมาเป็น Adidas ซึ่งการแยกตัวออกมาทำรองเท้าที่เป็นของตนเองของทั้งสองนั้นมีสาเหตุมาจากความแตกกันกันในตอนสงครามโลกครั้งที่สอง เพราะฉะนั้นเมื่อมีการทำรองเท้าเป็นของตนเอง ทั้งคู่คนก็เลยแข่งกันขายของเรื่อยๆมาเป็นระยะเวลาถึง 60 ปี 

จนกระทั่งเมื่อปี ค.ศ. 2009 ทั้งคู่คนก็สามารถทำความเข้าใจกันได้และก็ร่วมมือกันผลิตผลิตภัณฑ์สำหรับการแข่งกีฬาของหน่วยงาน One Day Peace สำหรับรองเท้า adidas ในตอนแรกที่ทำออกมาจะมีความเฉพาะที่ไม่มีใครเหมือน ซึ่งก็คือพื้นใต้รองเท้าจะมีปุ่มยื่นออกมาคล้ายกับตะปูซึ่งนับได้ว่าเป็นจุดแข็งของรองเท้าแบรนด์นี้เลยก็ว่าได้ และก็ภายหลังที่รองเท้า adidas เป็นที่รู้จักดังมากยิ่งขึ้นแล้ว บริษัทก็เลยได้เริ่มที่จะผลิตผลิตภัณฑ์อื่นๆออกมาขาย แม้กระนั้นก็ยังเน้นที่จะผลิตผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับการกีฬา จนกระทั่งเดี๋ยวนี้แบรนด์ adidas ก็เลยเป็นแบรนด์ดังสุดยอดที่มีคนรับใช้ผลิตภัณฑ์ของเขาสูงที่สุด

 

ขอบคุณผู้สนับสนุนเรื่องราวโดย  Gclub ฝากถอนไม่มีขั้นต่ำ

สร้างความสุขจากการทำงาน

ในช่วงแรกๆของการเริ่มทำงานวันแรกหรือสัปดาห์แรกๆนั้นคุณจะรู้สึกอยากทำงานให้เต็ม

อยากตั้งใจทำงาน ทำให้มีความขยันเป็นพิเศษ แต่เชื่อหลายคนคงจะต้องเคยเป็นเช่นเดียวที่พอทำงานผ่านไปสักพักจะรู้สึกว่าการทำงานมันน่าเบื่อ แต่ถ้าหากไม่ทำก็คงจะไม่ได้ เราเลยอยากหาวิธีที่จะช่วยทำให้ผ่อนคลายและมีความสุขไปกับทำงานในแต่วัน

1.ไม่คิดเล็กคิดน้อย เพราะการทำงานเรามักจะต้องเจอกับผู้คนมากมาย แล้วไม่ว่าเราจะได้รับคำพูดที่ไม่มาจากใครก็ตามสิ่งที่เราควรทำคือการระงับอารมณ์ของตนเองให้ได้ หลายคนมักจะบอกว่าให้นำคำพูดเหล่านั้นมาพัฒนาตนเอง แต่สำหรับบางคนมันก็อาจจะรุนแรงเกินไป เพียงแค่เราไม่สนใจมันเลยเสียกว่า และกลับมาทำหน้าที่ของเราเพื่อให้ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายของเรา

2.ไม่ต่อว่าหน่วยงาน ถึงแม้ว่าบริษัทหรือสถานที่กำลังทำงานอยู่นั้น ทำให้เรารู้สึกไม่ชอบ ที่ต้องทำนั้นเพียงเพราะต้องทนทำ เพื่อเงินเดือนเท่านั้น แต่ถึงแม้ว่าเราจะคิดอย่างไหร่ก็ไม่ควรต่อว่าหน่วยงาน นั้นเป็นเพราะเราได้เลือกที่จะเป็นส่วนหนึ่งในบุคลากรของหน่วยงานนั้นๆไปแล้ว เราควรปรับเปลี่ยนวิธีการคิดและปรับตัวให้มีความสุขกับการใช้ชีวิตในหน่วยงาน

3.อย่าว่าร้ายหัวหน้างาน ในการทำงานแต่ละตำแหน่งเราสามารถที่จะเลือกตำแหน่งงานที่เราสนใจได้ แต่เราไม่อาจเลือกหัวหน้างานของแต่ละตำแหน่งได้ ถึงเราจะไม่ชอบหัวหน้างาน แต่จุดหมายของการทำงานก็เพื่อหน่วยงาน เราควรให้ความเคารพกับหัวหน้างาน เพราะหัวหน้างานจะเป็นคนที่คอยชี้นำและสนับสนุนการทำงานของเราได้ดีที่สุด

4.เรียนรู้การใช้ชีวิตกับเพื่อนร่วมงาน เมื่อเราเข้าไปทำงานเป็นส่วนหนึ่งของการทำงานในตำแหน่งนั้นๆแล้ว แน่นอนว่าการทำงานที่ดีคือการทำงานเป็นทีม เราทุกคนต่างก็จะได้พบกับเพื่อนร่วมงาน นั้นคือสิ่งสำคัญที่เราควรจะเรียนรู้ที่อยู่กับเพื่อนร่วมงาน ไม่นินทา ต่อว่า ดูถูกเพื่อนร่วมงาน ไม่เช่นนั้นจะทำให้เรามีปัญหากับเพื่อนร่วมงานและงานก็จะไม่สามารถดำเนินไปอย่างประสบความสำเร็จ

5.ทำงานที่รัก เหนือสิ่งอื่นใดไม่ว่าเราจะต้องกับคนแบบไหน หน่วยงานแบบไหน เราควรเลือกทำงานที่เราสนใจ เพราะนั้นเป็นกุญแจสำคัญที่จะทำให้เรามีความสุขกับการทำงาน แม้ว่าเราจะมีอุปสรรค์มากแค่ไหน แต่ให้คิดไว้เสมอว่าอย่างน้อย งานที่กำลังทำอยู่นั้นคืองานที่เรารักมันจริงๆ

6.เต็มที่กับทุกงาน งานทุกชิ้นความยากและง่ายมีความแตกต่างกัน ให้มองว่าต่อให้มันจะยากหรือง่ายเราควรทำงานออกมาให้ดีที่สุด ไม่ใช่ว่าง่ายแล้วจะปล่อยปะละเลย ค่อยมาทีหลังก็ได้ เปลี่ยนความคิดเสียใหม่ ให้เห็นคุณค่าของงานทุกรูปแบบ

7.ซื่อสัตย์สุจริต การทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริตเป็นพื้นฐานสำคัญที่ทุกคนต่างก็ต้องมีต่อตนเองและองค์กร เพราะถ้าหากคุณสุจริตต่อการทำงานเมื่อไหร่ คุณจะสร้างความกดดันขึ้นมาด้วยตัวคุณเอง จะทำให้คุณคอยระวังระแวงอยู่ตลอกเวลา สิ่งเหล่านี้จะทำให้การทำงานคุณไม่มีความสุขเพราะมีสิ่งอื่นที่กวนใจคุณมากกว่างาน

 

สนับสนุนเรื่องราวดีๆโดย บาคาร่าขั้นต่ำ 10 บาท

พิธีขบวนพยุหยาตราชลมารค

เมื่อวันพฤหัสบดี ที่ 12 ธันวาคม 2562 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ

พร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีนารีรัตนราชกัญญาฯ และสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ ได้เสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนคร

โดยขบวนพยุหยาตราชลมารคเนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

พิธีขบวนพยุหยาตราชลมารค เป็นขบวนเสด็จพระราชดำเนินทางน้ำซึ่งเป็นอีกหนึ่งราชประเพณีไทยที่มีมาแต่ช้านาน โดยมีหลักฐานชัดเจนมาตั้งแต่สมัยอยุธยา

เนื่องจากเรือในขบวนมีการสลักโขนเรือเป็นรูปสัตว์ในเทพนิยาย มีการจัดขวบหลากหลายแบบ เป็นที่รู้จักกันดีคือ “ขบวนพยุหยาตราเพชรพวง” ปรากฏใน ลิลิตพยุหยาตราเพชรพวง ลิลิตพรรณนากระบวนเรือ ที่ประพันธ์โดยเจ้าพระยาพระคลัง เมื่อปีพ.ศ.2533 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลมหาราช โดยยึดถือตามแบบแผนดั่งเดิมของสมัยอยุธยา

การเสด็จทางน้ำ หรือที่เรียกว่า ขบวนพยุหยาตราชลมารค

นั้นมีหลักฐานมาตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัย ซึ่งมีหลักฐานปรากฏเอาไว้ว่า พระร่วงเจ้า(พระมหาธรรมราชาที่1) ทรงได้ใช้เรือออกลอยกระทง ณ กลางสระน้ำ ในยุคที่กรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ตามบันทึกของพงศาวดารที่เขียนไว้ว่า สมเด็จพระนเรศวรเมื่อคราวเสด็จไปตีเมืองเมาะตะมะ เสด็จพระราชดำเนินจากรุงศรีอยุธยาโดยชลมารค

เมื่อถึงเวลาฤกษ์ตามพระโหราราชครูอธิบดีศรีทิชาจารย์ ก็ลั่นกลองฆ้องชัยให้เราทหารพายเรือพระที่นั่งศรีสุพรรณหงส์ ซึ่งเป็นเรือทรงพระพุทธปฏิมากรทองนพคุณ บรรจุพระบรมสารีริกธาตุถวายพระนามสมญา พระพิชัย นำขบวนออกไปก่อนเพื่อความเป็นสิริมงคล

ในสมัยที่ราชธานียังเป็นกรุงศรีอยุธยา ตัวเกาะกรุงนั้นเป็นเกาะที่ล้อมรอบไปด้วยแม่น้ำลำคลอง

ทำให้ผู้คนในสมัยนั้นมีชีวิตที่ผูกผันกับสายน้ำ จึงปรากฏการก่อสร้างเรือรบขึ้นมากมายในกรุงศรีอยุธยา เมื่อยามบ้านเมืองสงบสุข ชาวกรุงศรีอยุธยาจะหันมาเล่นเพลงเรือ แข่งเรือกัน

โดยเฉพาะพระเจ้าแผ่นดินกรุงศรีอยุธยา เมื่อเดส็จฯแปรพระราชฐานไปยังหัวเมืองต่างๆ หรือเสด็จฯไปทรงทำพระราชกรณียากิจ ก็มักจะใช้เรือรบโบราณเหล่านั้นจะเป็นขบวนเรืออย่างยิ่งใหญ่ ดังนั้นในสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช มีขบวนเรือเพชรพวง ซึ่งเป็นเรือริ้วขบวนที่ใหญ่มาก

ในระหว่างการเคลื่อนขบวนก็มีการเห่เรือพร้อมประโคม จนเกิดเป็นวรรณกรรมร้อยกรองที่ไพเราะ คือ กาพย์เห่เรือ เจ้าฟ้าธรรมธิเบศร์ หรือ เจ้าฟ้ากุ้ง ในสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบนมโกศ ในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ซึ่งมีการบรรยายถึงความงดงาม ลักษณะของเรือ และยังเป็นแม่แบบของกาพย์เห่เรือที่ยังคงใช้กันในขบวนเรือปัจจุบัน

 

ขอบคุณบทความของ แทงบอลไม่มีขั้นต่ำ ที่ให้การสนับสนุน