การฟื้นฟูศิลปะคลาสสิกและการฟื้นฟูงานศิลปะ

ศิลปะคลาสสิกถือว่าเป็นอีกหนึ่งยุคสมัยที่มีความเฟื่องฟูของงานศิลปะที่ค่อนข้างเยอะ เป็นงานศิลปะที่แสดงให้เห็นถึงความรุ่งเรืองความเชื่อและศาสนาต่างๆที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตามที่ทำเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งในยุคปัจจุบันการเปลี่ยนแปลงของลักษณะของศิลปะต่างๆมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่ซึ่งงานศิลปะเก่าได้ถูกค้นพบและถูกฟื้นฟูเป็นจำนวนมากถูกเผยแพร่ในโลกอินเตอร์เน็ตเป็นจำนวนมหาศาลจึงทำให้ผู้คนสามารถเข้าถึงได้ง่ายมากยิ่งขึ้น และมี Museum ในการแสดงงานศิลปะต่างๆรวมถึงยังมีในส่วนของสิ่งต่างๆที่เก็บรวบรวมงานศิลปะต่างๆที่มีประสิทธิภาพหรือ

มีความสำคัญของแต่ละยุคสมัย เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาการทำงานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นอย่างไรก็ตามมีจุดประสงค์สำคัญที่การฟื้นฟูของงานศิลปะในยุคคลาสสิกต่างๆที่เข้ามามีบทบาทอย่างมากในการใช้ชีวิตของผู้คนหรือแสดงให้เห็นว่างานศิลปะคลาสสิกต่างๆเหล่านี้มีบทบาทอย่างมากกับยุคสมัย เป็นการนำความเชื่อและการปรับปรุงรูปแบบเข้ามาร่วมกับงานศิลปะที่ซึ่งแสดงให้เห็นถึงทัศนียภาพความศรัทธาในพระเจ้าต่างๆ

อย่างที่รู้กันว่าการปฏิวัติในฝรั่งเศสต่างๆได้กลับการค้นหาฟื้นฟูต่างๆศิลปะของกรีก หรือ น้ำมันพัฒนา งานต่างๆเพิ่มขึ้นอย่างไรก็ตามเสรีภาพในมนุษยภาพถูกพูดถึงไม่ว่าจะเป็นทางด้านการเมืองการปกครองศาสนาต่างๆ ไม่ถูกพูดถึงในงานศิลปะทั้งสิ้นอย่างไรก็ตามที่จะเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่มีการสร้างผลงานจากจิตรกรต่างๆในภาพเขียนที่แสดงให้เห็นถึงความคิดทางประวัติศาสตร์

ซึ่งสมัยนั้นเป็นสมัยที่งานศิลปะมีความประณีตและมีความสวยงามจนข้างบ้าน อะไรก็ตามที่จะเป็นส่วนสำคัญที่สุดในฝรั่งเศสต่างๆโดยทางยุโรปต่างๆได้มีความสนใจในการเสพงานอย่างมากไม่ใช่เพียงแต่แสดงให้เห็นถึงความเฟื่องฟูของยุคนั้นๆแต่เพียงเท่านั้น แต่นี่การเสพของเศรษฐีต่างๆได้แสดงให้เห็นถึงรสนิยม และสุนทรียภาพต่างๆที่จะทำให้เศรษฐีมากมายเริ่มมีการอุปถัมภ์ในส่วนของจิตรกรมากมาย

และเริ่มมีการสร้างโดเรมี่ในการจัดแสดงงานต่างๆงานศิลปะ นี่จะทำให้ในยุคนั้นมีการฟื้นฟูเดือนข้างหน้า Academy ฟรองซัวส์ ก็เป็นหนึ่งในนั้นที่มีการเติบโตและการเปลี่ยนแปลงโดยเฉพาะในยุคคริสต์ศักราชที่ 18 และศตวรรษที่ 19 ได้มีจิตรกรมากมายผลิตผลงานออกมา

ศิลปะเป็นหนึ่งอย่างโดยเฉพาะในยุคคลาสสิกนี้ที่แสดงให้เห็นถึงยุคสมัยนั้นความเชื่อความศรัทธาและในส่วนของการเมืองต่างๆความคิดเห็นของกิจกรรมต่างๆถูกถ่ายทอดออกมาเป็นผลงานมากมาย ยังไงนี่จะเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่ผู้คนส่วนใหญ่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนางานศิลปะนานๆให้มีรูปแบบที่ดีมากยิ่งขึ้น

เพราะผู้คนส่วนใหญ่มีการเรียนรู้และการพัฒนาคุณภาพชีวิตผ่านงานศิลปะมากมาย นี่จึงทำให้การเติบโตและการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยของงานศิลปะคลาสสิกได้มีการพัฒนาที่เพิ่มมากขึ้นและมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา สุนทรียภาพแห่งงานศิลปะนี้มีการพัฒนาและการเปลี่ยนแปลงตามยุคสมัยอยู่ตลอดเวลา 

 

ขอขอบคุณผู้ที่ให้การสนับสนุนโดย  sagame

เส้นทางศิลปิน

งานศิลปะถือว่าเป็นสิ่งที่สวยงามและเป็นสิ่งที่ช่วยขัดเกลาและสร้างความอ่อนโยนในตัวมนุษย์ได้ เราจึงสังเกตได้ว่าคนส่วนใหญ่นั้นมักจะแสวงหากิจกรรมหรือการทำงานในด้านศิลปะเป็นส่วนใหญ่เพราะ ศิลปะนั้นสามารถช่วยทำให้เราเกิดความผ่อนคลายและทำห้จิตใจของเรานั้นสงบขึ้นได้

ดังนั้นแล้วเส้นทางสู่การเป็นศิลปินก้ถือว่าเป็นสิ่งที่หลายคนนั้นใฝ่หาและต้องการทำงานในสายอาชีพนี้ ความเป็นศิลปินโยส่วนใหญ่ที่เรานั้นมักจะคุ้นเคยกันนั้น มักจะได้ยินกับคำว่าศิลปินไส้แห้งอย่างแน่นอนสิ่งที่ทำให้หลายคนนั้นคิดเช่นนี้ก็เพราะว่าในสมัยก่อนนั้นต้องบอกเลยว่าผลงานต่างทางด้านศิลปะเป็นสิ่งที่มนุษย์นั้น

ยังไม่สามารถเข้าถึงได้หรือเป็นสิ่งที่อาจจะเข้าถึงได้ยาก ทำให้การเป็นศิลปินหรือการขายผลงานในด้านศิลปะนั้นอาจจะเป็นเกิดขึ้นได้ยากทำให้ผู้ที่เป็นศิลปินนั้นไม่สามารถทำให้ตัวเองเกิดรายได้ในการใช้ชีวิตได้และทำให้หลายคนผันตัวไปประกอบอาชีอื่นๆในอนาคตนั่นเอง

แต่ในปัจจุบันนี้นั้นต้องยอมรับเลยว่า ทั้งในเรื่องของเทคโนโลยีและความคิดผู้คนในยุคนี้นั้นมีการเปลี่ยนแปลงไปจากเมื่อก่อนมาก ทำให้ผลงานทางด้านศิลปะนั้นเป็นสิ่งที่อาจจะเข้าถึงได้ง่าย และศิลปะนั้นเป็นสิ่งที่ไม่มีความซับซ้อนเท่าในสมัยก่อน รวมทั้งผลงานทางศิลปะนั้นสามารถที่จะต่อยอดไปในงานด้านอื่นๆ

ได้มากขึ้นจากในสมัยก่อนด้วยนั่นเอง จากความคิดและทัศนคติที่เปลี่ยนแปลงไปของผู้คนในแต่ละยุคแต่ละสมัย ทำให้การสร้างสรรคผ์ผลงานมีความแปลกใหม่เพิ่มมากขึ้นด้วย ศิลปะจึงเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความน่าสนใจและเป็นสิ่งที่น่าค้นหา ดังนั้นแล้วเมื่อศิลปะเป็นสิ่งที่ที่ผู้คนต้องการที่จะบริโภคงานด้านศิลปะมากขึ้น ศิลปินจึงเป็นทรัพยากรสำคัญของวงการศิลปะ

ทำให้หลายคนนั้นสนใจในอาชีพการเป็รศิลปินมากขึ้น แต่ในเส้นทางการเป็นศิลปินในปัจจุบันนั้นก็ไม่ใช่สิ่งที่ง่าย เส้นทางของความเป็นศิลปินจึงไม่ใช่สิ่งที่โรยด้วยดอกกุหลายในการเดินทาง ศิลปินโดยส่วนใหญ่นั้นจะต้องมีความรักในงานศิลปะจึงจัสามารถสร้างสรรค์และไต่เต้าขึ้นมาในการเป็นสิลปินในระดับแนวหน้าได้

ศิลปินนั้นจะต้องมีความคิดสร้างสรรค์ที่แตกต่างและมักจะต้องเป็นคนที่พร้อมจะเรียนรู้และใฝ่หาสิ่งใหม่ๆอยู่เสมอ ไม่พียงเท่านั้นการเป็นศิลปินเรื่องทัศนคติก็เป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะในปัจจุบันคนที่มีทัศนคติที่ดี ก็มักจะเป็นสิ่งที่ทำให้ศิลปินคนนั้นสามารถสร้างสรรค์ผลงานออกมาได้อย่างดี ดังนั้นการที่จะเดินทางในเส้นทางการเป็นศิลปินนั้นจะต้องเป็นคนที่ชื่นชอบและรักในความเป็นศิลปะอย่างแท้จริงและถ้าหาก

ว่าเราศิลปิคนนั้นมีความตั้งใจในการสร้างสรรค์ผลงานก็ชื่อว่าสิ่งที่เรานั้นท่มเทแรงกายเรื่องใจในการสร้างสรรค์ศิลปินก็จะได้รับความคุ้มค่ากับมาอย่างแน่นอนและเดินบนเส้นทางของการเป็นศิลปินได้อย่างมีความสุข

 

ได้รับการสนับสนุนโดย   ดูบอลสด

โมนาลิซ่าคือใคร

รูปวาดโมนาลิซ่านั้นถือว่าเป็นรูปวาดที่เป็นปริศนาของโลกอย่างมาก เพราะเรานั้นมักจะเห็นรูปวาดนี้อยู่เป็นประจำและในสถานที่ที่มีความเป็นArtนั้นล้วนก็จะต้องมีภาพวาดของโมนาลิซ่าประดับอยู่ในสถานที่แห่งนั้นอย่างแน่นอน เพราะเป็นภาพวาดที่มีชื่อเสียงอย่างมาก ซึ่งภาพวาดโมนาลิซ่านั้นเป็นภาพวาดที่เกิดจาการวาดของสีน้ำมัน

โดยมีการสร้างสรรค์ผลงานโดยจิตรกรชื่อดังของโลกอย่าง Leonardo de vinci ในราวศรรตวรรษที่16 ภาพโมนาลิซ่านั้นเป็นภาพที่ได้มีชื่อเสียงแล่ะงดังไปทั่วโลกและเป็นที่รู้จักอย่างดีภาพหนึ่งในฐานะภาพวาดสตรีที่มีรอยยิ้มและแฝงไปด้วยความเป็นปริศนา

ผ่านมากว่า500ปีมาแล้วที่รูปภาพโมนาลิซ่านี้ยังคงถูกตั้งเป็นคำถามอยู่เสมอว่าโมนาลิซ่านั้นเป็นใคร ทำให้รูปภาพที่มีชื่อเสียงและโงดังไปทั่วดลกนั้นยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนและยังคงเป็นปริศนาเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน โดยสิ่งที่ผู้สร้างสรรค์นั้นสามารถทำได้ก็คือการให้คนที่มีความสงสัยในรูปภาพนั้นว่าโมนาลิซ่าจริงๆแล้วเป็นใครกันแน่ และก็มีการจินตนาการ นึกคิดไปต่างๆนานาจากผู้คนทั่วไปด้วยโดยความสงสัยนี้ยังคงเป็นปริศนาและยังคงค้นหาคำตอบไม่ได้และยังคงเป็นสิ่งที่คาใจหลายคนเรื่อยมานานถึง5ศรรษตวรรษเลยทีเดียว

จนปัจจุบันคำถามเกี่ยวกับดมนาลิซ่าที่ผู้คนต่างเฝ้าสงสัยและอยากที่จะรู้คำตอบนั้นมีการค้นคว้าเพื่อหาคำตอบจากหลายคนมากมาย ว่าจริงๆแล้วนั้นโมนาลิซ่าคือใครกันแน่ ถึงแม้จะมีการค้นคว้าและสันนิษฐานไปต่างๆนานาแต่ก็ยังไม่สามารถทำให้ทราบแน่ชัดว่าโมนาลิซ่านั้นเป็นใคร แต่ตามคำบอกกล่าวของจอร์โอ วาซารี ที่เป็นทั้งจิตกร สถาปนิคและมีการเขียนหนังสื่อที่เกี่ยวกับศิลปะในยุคนั้น

โดยให้คำตอไว้ว่าโมนาลิซ่านั้นคือภรรยาสาวของฟรานเชสโก้เดลจิโอกอลโด้ ซึ่เป็นพ่อค้าไหมที่มีความมั่งคั่งร่ำรวยอย่างมากในเมืองฟอเร้นซ์นั่นเอง ดดยการวาดภาพโมนาลิซ่านั้นใช้เวลายาวนานในการวาดถึง 4 ปี ดดยมีการว่าจ้างทั้งนักร้องนักดนตรี นักแสดงตลก เพื่อมาให้ความบรรเทิงในขณะที่เขานั้นได้วาดหญิงงามอย่างโมนาลิซ่าที่เป็นแบบให้เพื่อให้เธอนั้นมีรอยยิ้มที่ปราศจากความเศร้างหมอง รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความสุข อย่างไรก็ตามทั้งหมดนี้ก็เป็นเพียงข้อมูลที่ได้จากการสันิษฐานและมีความเป็นไปได้อย่างมากที่สุด

โดยมีข้อมูลเพิ่มเติมจากคนวาดภาพนี้เองอย่าง Leonardo de vinci ที่ได้บอกว่าผู้หญิงในภาพวาดนั้นเป็นสตรีคนหนึ่งในเมืองฟอเร้นซ์ แต่ก้ไม่ได้บอกอย่างแน่ชัดเช่นกันว่าสตรีในภาพที่เป็นแบบให้เขานั้นคือใคร

ทำให้คำถามว่าโมนาลิซ่านั้นเป็นใครยังคงเป็นคำตอบที่ยังหาคำตอบที่แท้จริงไม่ได้เพราะเป็นเพียงการคาดเดาไปต่างๆนานาตามความที่จะเป็นไปได้เท่านั้น ถึงแม้จะไม่รู้ว่าโมนาลิซ่าที่แท้จริงนั้นเป็นใครกันแน่ แต่ปลงานชิ้นนี้ก็ถือว่าเป็นผลงานที่ได้รับความชื่นชมและนำไปเป็นแบบอย่างที่ดีในการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะทั่วโลกได้

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย  ufabet

การเริ่มต้นฝึกฝนศิลปะ

ศิลปะเป็นสิ่งที่เกิดจากพรสวรรค์ในการที่จะสามารถสร้างสรรค์ผลงานออกมาให้เป็นแบบและสไตล์ของตัวเองแต่ก็ใช่ว่าผู้ที่ไม่มีพรสวรรค์นั้น ไม่สามารถที่จะฝึกฝนได้ ดังนั้นแล้วนอกจากสิ่งอื่นใด ศิลปะก็เป็นสิ่งที่สารถฝึกฝนและสร้างสรรค์ให้เกิดผลงานที่สวยงามได้เช่นกัน การฝึกฝนจึงเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดของทางด้านศิลปะเลยก็ว่าได้

ถึงแม้ผู้มีพรสววรค์ในตั้งแต่เกิดในเรื่องศิลปะล้วนก็จะต้องมีการพัฒนาและการพัฒนานั้นก็เกิดจากการฝึกฝนและสร้างสรรค์ผลงานให้ดีและมีคุณภาพยิ่งขึ้นไปนั่นเอง ดงั้นไม่ว่าจะเป็นใครก็สามารถที่จะเริ่มตเนในการฝึกฝนศิลปะได้ทั้งนั้น และการฝึกฝนนั้นก็สามารถที่ผู้ฝึกฝนจะสามารถนำไปใช้หรือต่อยอดในการสร้างสรรคืผลงานในอนาคตได้อีกด้วย

มาดูกันว่าสำหรับผู้ต้องการที่จะเริ่มฝึกฝนศิลปะและอาจจะเป็นคนที่ไม่มีความรู่เรื่องศิลปะมาก่อนเลยนั้นจะสามารถเริ่มต้นในการฝึกฝนศิลปะให้มีความชำนาญและสามารถที่จะสร้างสรรค์ผลงานได้อย่างไรบ้าง

ในขึ้นตอนแรกในการฝึกฝนศิลปะเลยนั้น ผู้ฝึกฝนจัต้องมีความรู้ในด้านศิลปะอย่างใดอย่างหนึ่ง เราจะต้องดูตัวเองว่าเรานั้นต้องการที่จะฝึกฝนหรือชำนาญการด้านไหนของศิลปะ เพราะศิลปะนั้นได้มีเพียงด้านเดียว  ยกตัวอย่างเช่น การเรียนรู้ศิลปะในการวาด การลงสี การปั้น เป็นต้น หรือถ้าหากต้องการที่จะฝึกฝนให้เกิดความชำนาญในทุกด้านนั้น

ความรู้เบื้องต้นเป็นสิ่งสำคัญ ถึงแม้การฝึกฝนศิลปะจะเป็นสิ่งที่จะต้องลงมือปฏิบัติจริงหรือการลงมือทำนั่นเอง แต่ความรู้ทางด้านทฤษฎีก็เป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องเรียนรู้และศึกษาเพื่อใช้ในการฝึกฝนเป็นขั้นตอนแรก ซึ่งข้อมูลทางทฤษฏีเกี่ยวกับศิลปะนั้นสามารถค้นคว้าหาได้จากหนังสื่อสื่อการเรียนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอินเตอร์เน็ตหรือแม้กระทั่งการศึกษาหาความรู้จากผู้รู้ก็จะทำให้การพัฒนาในการฝึกฝนเป็นไปได้อย่างรวดเร็วด้วย

ขั้นตอนถัดมาต่อจากการเรียนรู้หาความรู้ในเบื้องต้นเกี่ยวกับศิลปะที่เรานั้นมีความสนใจการเตรียมความพร้อมทั้งด้านร่างกายและสมอง และจัต้องเป็นคนที่เปิดใจพร้อมที่จะเรียนรู้และรับรู้สิ่งใหม่จากการสร้างสรรค์งานศิลปะอยู่เสมอ การสร้างสรรค์ผลงานศิลปะนั้น นอกจาความคิดสร้างสรรค์ที่ออกมาจากสมองนั้นจะเป็นสิ่งสำคัญแล้วนั้น

ความพร้อททางด้านร่างกายก็เป็นสิ่งที่สำคัญเช่นเดียวกัน เพราะการฝึกฝนทางด้านศิลปะนั้นถือว่าเป็นสิ่งที่จะต้องใช้ร่างกายและมีความอดทนในการฝึกฝนอย่างมากนั่นเอง ดังนั้นแล้วผู้ที่ต้องการจะฝึกฝนนั้นจะต้องมีความอดทน และเป็นคนที่เปิดใจพร้อมที่จะเรียนรู้เปิดมุมมองใหม่ๆ

เพราะสิ่งเหล่านี้จะทำให้เรานั้นฝึกฝนในการสร้างสรรค์ผลงานให้มีความแปลกใหม่และสามารถฝึกฝนให้ผลงานของเราดีขึ้นและมีคุณภาพสามารถที่จะใช้ไปต่อยอดหรือนำศิลปะนี้นั้นไปใช้ร่วมกับการฝึกฝนอื่นๆได้

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย   เว็บพนันออนไลน์ ฝากขั้นต่ำ 50

วงการกล้องฟิล์มเข้าแล้วออกยาก

กล้องฟิล์มเป็นสิ่งที่ใช้บันทึกความทรงจำออกมาเป็นลักษณะรูปภาพหรือที่เราเรียกกันว่ารูปถ่าย เรามักจะใช้กล้องฟิล์มบันทึกช่วงเวลาที่เราประทับใจในช่วงนั้นๆและทำการล้างออกมาเป็นรูปภาพเพื่อเก็บไว้ในกล่อง

กระเป๋าตังค์หรือแม้แต่ติดข้างฝาบ้าน ซึ่งในสมัยก่อนการถ่ายรูปด้วยกล้องฟิล์ถือว่าเป็นสิ่งที่คลาสสิคมากและเป็นที่นิยมมากสำหรับวัยรุ่นและคนในสมัยนั้นและกล้องฟิล์มยังคงเป็นกระแสและมาได้รับความนิยมย่างมากในช่วง3-5ปีที่ผ่านมานี้เนื่องจากมีดารานักแสดงหลายคนที่หันมาเก็บภาพความทรงจำด้วยกล้องฟิล์มทำให้คนทั่วไปนั้นจึงหันมาเล่นกล้องฟิล์มด้วยเช่นกัน 

ด้วยเหตุนี้ทำให้วงการกล้องฟิล์มนั้นกลับมาได้รับความนิยมอย่างมากในช่วงนี้และที่หลายๆคนได้บอกว่าวงการกล้องฟิล์มนั้นเข้าและวออกยากต้องบอกเลยว่าเป็นเรื่องจริงที่สุดและสำหรับคนที่อยากลองนั้นต้องของเตือยเลยว่าเข้ามาแล้วออกยากจริงๆดังนั้นควรจะมีการคิดและตัดสินใจให้ดีก่อนเข้าวงการนี้นั่นเอง

อินกับความคลาสสิคและฟีลลิ่งของรูปถ่าย เป็นสิ่งแรกที่เมื่อเข้าวงการกล้องฟิล์มแล้วยากที่ออกไปได้ ก็คือฟีลลิ่งของรูปภาพที่ได้จากการถ่ายภาพจากกล้องฟิล์มนั่นเอง โดยรูปภาพที่ได้นั้นจะแตกต่างจากรูปภาพดิจิตอลโดยสิ้นเชิงเป็นสิ่งที่คนในวงการกล้องฟิล์มนั้นทราบกันดีอยู่แล้ว ถึงแม้จะมีการใช้เลนส์หรือกล้องฟิล์มที่มีคุรภาพดี

แค่ไหนแต่ในเรื่องฟีลลิ่งนั้นก็ยังคงเป็นฟีลลิ่งกล้องฟิล์มอยู่ดีนั่นเอง ทำให้คนที่เขาวงการนี้นั้นมักจะอินกับฟีลลิ่งอย่างมาก เพราะกล้องดิจิตอลไม่ว่าจะแต่งอย่างไรก็ไม่สามารถอต่งได้เหมือนกล้องฟิล์มจริงๆนั่นเอง จึงเป็รเหตุผลที่ทำให้หลายๆคนนั้นออกจากวงการนี้ไม่ได้

การใช้เวลาและการรอคอย การถ่ายรูปด้วยกล้องดิจิตอลนั้นในปัจจุบันเราสามารถที่จะถ่ายและดึงรูปใส่ในมือถือได้เบยในทันที แต่กล้องฟิล์มนั้นเราจะต้องใช้เวลาในการรอคอยเพราะในการล้างจะต้องใช้เวลาหลายวันซึ่งแล้วแต่สถานที่ที่เรานั้นส่งไปล้างนั่นเองโดยอย่างเร็วที่สุดก็ประมาณ2-3วัน ถึงแม้การล้างนั้นจะค่อนข้างเร็ว

แต่ระยะเวลาในการถ่ายนั้นเราจะต้องมีการถ่ายให้ครบ36-37รูปหรือการถ่ายให้ฟิล์มหมดม้วนโดยที่เรานั้นจะไม่สามารถเห็นรูปที่เราถ่ายได้เลยนั่นเอง ทำให้การรอคอยรูปนั้นถือเป็นช่วงเวลาที่สำคัญและมีความตื่นเต้น ด้วยการรอคอยนั่นเองทำให้ชีวิตเรานั้นดูมีกิมมิคขึ้นทำให้หลายคนชอบและรู้จักที่จะรอและเป็นสิ่งที่ทำจนเคยชินและออกจากวงการนี้ได้ยากเช่นกัน

สามารถนำไปสร้างรายได้ได้ในอนาคตเนื่องจากรูปภ่ายจากฟิล์มนั้นถึงแม้จะนิยมเก็บรูปเป็นไฟล์ในปัจจุบันแต่ด้วยความเป็นรูปฟิลืมทำให้ยังคงความคลาสสิคอย฿เสมอ จึงทำมห้ถ้าหากวันหน่งรูปมีอายุผ่านไปสัก5-10ปีรูปภาพเหล่านั้นจะสามารถนำไปสร้างรายได้ให้เราได้ด้วย

 

สนับสนุนโดย  gclub

ภาพแต่งหน้าสะท้อนกระจก

ภาพแต่งหน้าสะท้อนกระจก หนึ่งในเทคนิคการถ่ายรูปกับกระจกให้น่าสนใจ

การแต่งหน้าเป็นการแสดงถึงความสวยความงามของเหล่าสตรีทั้งหลาย ไม่ว่าสาวคนไหนก็ต้องแต่งหน้าด้วยกันทั้งนั้น แต่ถ้าสาวคนไหนไม่ได้แต่งหน้า ก็คงต้องบอกว่ายากนะสำหรับการถ่ายเทคนิคแบบนี้ เพราะมันจำเป็นต้องอาศัยความเป็นธรรมชาติของการแต่หน้าด้วย

การถ่ายแนวนี้ก็เป็นอะไรที่เห็นได้อย่างบ่อยเช่นกัน คือการถ่ายลงนิตยสาร หรือว่าการถถ่ายโปรโมทโฆษณาสินค้าจำพวกเครื่องสำอางเป็นหลักนั้นเอง เห็นบ่อยมากๆเลยล่ะ การถ้าแบบนี้จะเป็นการเจาะความสนใจไปที่ใบหน้าของตัวแบบเป็นหลัง ดังนั้นแล้ว จึงมีความไม่ยากจนเกินไป แล้วก็ถ่ายเล่นได้อย่างง่ายๆ

การถ่ายเทคนิคนี้ จะมีสองสิ่งที่เป็นองประกอบสำคัญเพื่อที่จะทำให้ภาพนั้นสมบูรณ์ นั้นก็คือ หน้าของตัวแบบ และแสงหน้ากระจกนั้นเอง ดังนั้นแล้วจะเห็นว่าเมื่อเป็นการถ่ายเจาะเพียงแค่ประมาณครึ่งตัวถึงประมาตรงอกของแบบก็จริง อาจจะคิดว่าการจัดเตรียมสถานที่อาจจะไม่ยากมากนัก

แต่จริงๆแล้วต้องการการจัดฉากมากพอสมควรเลยล่ะ อย่างแรกคือของหน้ากระจกนั้น ความจริงเรื่องนี้คงไม่ต้องจัดมาก เพราะว่าปกติเหล่าสาวๆทั้งหลายก็ต้องมีเครื่องสำอางและอุปกรณ์อย่างมากมายอยู่แล้ว ดังนั้นแล้วปล่อยให้รกๆแบบนั้นได้เลย ต่อมาคือเรื่องของแสง แสงหน้ากระจกแต่งหน้านั้น จะต้องมีแสงที่สว่างพอเหมาะกับการแต่งหน้ามากๆ ไม่ควรจะเป็นแค่แสงของห้อง มันไม่เพียงพอแล้วก็ทิศทางแสงก็ไม่ได้ด้วย ดังนั้นแล้วจะต้องเป็นแสงของกระจกแต่งหน้านั้นเลย ต่อมาก็เป็นฉากที่สะท้อนกับกระจกด้วย จำเป็นจะต้องแสดงถึงความเป็นห้องแต่งตัวของสาวๆด้วย

จะได้ดูเข้ากันกับโจทย์ของการถ่ายแบบนี้ เรื่องต่อมานั้นก็คือตัวแบบ จริงอยู่ที่เป็นภาพที่เราจะจัดฉากให้ตัวแบบกำลังแต่งหน้า แต่ไม่ได้หมายความว่าหน้านางแบบยังแต่งไม่เสร็จนะ เราจะต้องให้แบบแต่งหน้าให้เสร็จจริงๆเสียก่อน แล้วค่อยแอบท่าถ่ายรูปเหมือนกำลังแต่งอยู่นั้นเอง ถึงจะได้ภาพของสาวที่สวยเพอเฟ็ค แน่นอนแหละว่าตัวแบบคงไม่ยอมให้ถ่ายแบบยังแต่หน้าครึ่งๆกลางๆแน่ๆล่ะ ไม่เช่นนั้นแล้วจะออกมาเป็นผีได้เลยนะ

การถ่ายแบบนี้จริงๆแล้วก็เหมาะกับแสงสีนวลๆหรือแสงสีขาวก็ได้ แต่ในความเป็นจริง ที่การแต่งหน้าจริงๆอาจจะต้องการแสงสีเดียวกับที่ๆเรากำลังจะไป เช่นถ้าออกนอกบ้านเฉยๆ ก็ต้องแต่งหน้ากับแสงสีขาว แต่ถ้าต้องไปงานราตรีแสงส้ม ก็ต้องแต่งหน้าที่แสงไฟส้มเช่นเดียวกัน จะได้ทำให้เราเห็นภาพได้ชัดเจนว่าเรากำลังดูเป็นแบบไหนกับแสงนั้นๆ

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  Holiday Palace ฝากขั้นต่ำ 100

กฎแห่งสีในการถ่ายภาพ

ไม่ว่าเรานั้นจะเริ่มนับหนึ่งในการถ่ายภาพหรือว่าเรานั้นจะเคยมีประสบการณ์ในการทำงานด้านศิลปะมาก่อน โดยช่างภาพหรือผู้ที่มีประสบการณ์ในการถ่ายภาพพวกเขาเหล่านี้นั้นมักจะไม่ค่อยคิดว่าตนเองนั้นเป็นศิลปิน

โดยเฉพาะในการถ่ายภาพเพื่อธุรกิจหรือการภาพถ่ายเพื่อหาผลกำไรมักจะมีข้อจำกัดในการถ่ายภาพที่มากมาย ทำให้ไม่สามารถมีอิสระและการใช้ความคิดสร้างสรรค์ที่จะใช้กับชิ้นงานหรือการถ่ายภาพได้อย่างเต็มที่ทำให้สิ่งเหล่านั้นถูกบดบังและคิดว่าการถ่ายภาพนั้นไม่ใช่งานศิลปะ 

บางคนอาจจะคิดว่าเรานั้นไม่สามารถถ่ายภาพแบบนี้ได้หรอก เพราะเรานั้นไม่มีเซ้นและมองว่าไม่สามารถที่จะถ่ายภาพออกมาให้ดูเป็นศิลปะได้เลย ซึ่งจริงๆแล้วนั้นช่างทุกคนสามารถที่จะถ่ายภาพในแบบต่างๆได้เพราะการถ่ายภาพนั้นถือว่าเป็นศิลปะอย่างหนึ่งเมื่อไหร่ที่เราได้มีการถ่ายภาพนั้นก็ถือว่าเรานั้นคือศิลปินคนหนึ่งนั่นเอง

เพราะการถ่ายภาพนั้นถือเป็นการวาดภาพด้วยแสงนั่นเอง อยู่ที่ว่าเรานั้นจะมองตัวเองว่ามีความพยายามมากพอที่จะเป็นศิลปินหรือเปล่านั่นเอง และสิ่งที่แสดงถึงความเป็นศิลปินในการถ่ายภาพ บางคนอาจจะคิดว่าการถ่ายเซฟฟี่แล้วดูไม่ดีก็เลยอาจจะมีการเปลี่ยนท่าเพราะเรานั้นอาจจะมีมุมบางมุมที่ดูดี

และเชื่อว่าทุกคนเคยผ่านประสบการณ์อย่างนี้มาแน่นอน บาครั้งนั้นเราอาจจะไม่ได้คิดว่าความเพียรพยายามของเรานั้นมีความสำคัญแต่สิ่งนี้ถือว่าเป็นกระบวนการหนึ่งของการเป็นศิลปินเลยทีเดียว เมื่อใดก็ตามที่เรามีการแก้ปัญหาด้วยการใช้ความคิดสร้างสรรค์เมื่อนั้นก็ถือว่าเป็นเหตุผลข้อหนึ่งที่เรานั้นจะสามารถเรียนตัวเองว่าศิลปินได้

กฎแห่งสีนั้นถือว่าเป็นกุญแจสำคัญในการที่จะช่วยให้เข้าใจว่าทำไมภาพนี้มันดูแย่หรือดูขาดอะไรไปเรานั้นสามารถที่จะแก้ไขในจุดไหนได้ ในช่วงที่มีการถ่ายภาพแรกๆนั้นอาจจะยังไม่ได้มีความเข้าใจในเรื่องสี แต่แน่นอนว่ามนุษย์ทุกคนนั้นมีการคอบสนองในเรื่องสีที่คล้ายๆกันและสิ่งเหล่านี้นั้นมักจะมาจากจิตใต้สำนึก

ยกตัวอย่างเช่น คนส่วนใหญ่นั้นจะรู้สึกสบายใจเมื่อมองไปยังพื้นที่สีเขียว อย่างไรก็ตามเราไม่สามารถปฏิเสธเรื่องสีเพราะสีถือเป็นสิ่งที่มีพลังสำคัญอย่างมาก เป็นสิ่งที่ขับดันเม็ดเศษที่ศิลปินต้องการจะสื่ออกไปถึงผู้ชมนั่นเอง

สีไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของแม่สีแสง หรือสีในแบบวัตถุธาตุความตรงกันข้ามของสีและสีเกี่ยวกับจิตวิทยา เป็นเรื่องที่ช่างภาพทุกคนนั้นควรที่จะให้ความใส่ใจในภาพของตัวเองเพราะภาพจะสวยงามได้นั้นก็ขึ้นอยู่กับมุมมองและสีในภาพด้วย

 

สนับสนุนโดย  สมัคร gclub royal1688

แสงและเงาสร้างมิติให้กับภาพ

แสงและเงาสร้างมิติให้กับภาพ หนึ่งในข้อดีการถ่าย Portrait ด้วยภาพขาวดำ

ภาพสีและภาพขาวดำ มีความแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดในเรื่องแสงและเงามากๆเลย ด้วยความเป็น simple สุดๆของภาพขาวดำนั้น จะมีเพียงแค่สีดำและขาว ที่ไล่เฉดตามแสงและเงาเพียงเท่านั้น ต่างจากภาพสีที่มีแสงและเงาที่กระทบบนสีหลายหลาย ให้ความรู้สึกและความหมายของภาพที่ต่างกัน และที่ต่างกันที่สุดก็คือ มิติ นี่แหละ

ถ้าภาพขาวดำไม่เล่นเรื่องมิติที่เกิดจากแสงและเงาก็เรียกได้ว่าไม่มีอะไรให้เล่นแล้ว เพราะทุกสิ่งที่ถูกบันทึกลงบนภาพขาวดำนั้น คือวัดกันที่ความมืดและสว่างเท่านั้น เรื่องของสีนั้นอาจจะส่งผลต่อเฉดของสีขาวดำก็จริง

แต่นั้นก็ไม่ใช่โจทย์ของนักถ่ายภาพขาวดำสักเท่าไหร่ พวกเขามักจะเลือกสีของแบบให้มีความเท่าเทียมกันของสีเขาและดำ แล้วก็จริงอยู่แหละว่าการถ่ายภาพสีเพื่อเล่นแสงและเงาก็มีอยู่มากมาย แล้วก็สวยงามเช่นกัน เพียงแต่ว่า ภาพขาวดำมันเกิดมาเพื่อการนี้ของแท้เลย คือต้องใช้แสงและเงาเท่านั้นเพื่อสร้างภาพให้มีมิติ ภาพสีนั้นถ้าไม่มีเรื่องของแสงและเงา อย่างน้อยก็มีสีที่ต่างกันที่ช่วยสร้างมิติขึ้นมา

มิติจากภาพขาวดำดีกว่ายังไง การที่ภาพสีและภาพขาวดำนั้นจะมีความเท่าเทียมกันของแสงและเงานั้น เกือบจะเรียกได้ว่าไม่มีจริง เพราะว่า สีนั้นถ้ามีมากเกินกว่าหนึ่งสี ก็จะทำให้สีในภาพสร้างมิติอีกมิตินึงขึ้นมาทันที แต่ถ้าภาพขาวดำ ถ่ายให้ตาย ก็มีเพียงสีขาวดำ ที่สร้างมิติภาพร่วมกันในภาพเดียวนั้น ถ้าจะให้ทำให้ใกล้เคียงกันจริงๆ

ก็คงต้องให้ตัวแบบถอดชุดทั้งหมดจนเห็นแต่เพียงสีเนื้อ แล้วก็เล่นแสงเงาในห้องมืดเท่านั้น ถึงจะแสดงถึงมิติภาพได้คล้ายกับสิ่งที่ภาพขาวดำมอบให้ ภาพที่เป็นเฉพาะขาวดำนั้น ถ้ามีแสงตกกระทบให้เกิดทรวดทรงของตัวนางแบบ ก็จะสร้างมิติที่ดูหน้าสนใจอย่างมากสำหรับงาน Portrait ไม่ว่าจะเป็นเงาบนใบหน้า เงาตามกล้ามเนื้อ และร่างกาย

ก็เป็นตัวบงบอกถึงมิติภาพทั้งหนั้น การเล่นส่วนโค้งส่วนเว้ารูปร่างร่างกายนั้นก็เป็นสิ่งที่ภาพขาวดำนั้นทำได้ดีอย่างยิ่งเลย ดังนั้นแล้วไม่แปลกหรอกถ้าเราเห็นภาพใดก็แล้วแต่ พยายามเล่นทรวดทรงของแบบนั้น มักจะเลือกถ่ายด้วยภาพขาวดำ ที่มีความชัดเจนเรื่องนี้กว่ามากๆ ส่วนภาพสีนั้นการมาถ่ายตามที่แสงและเงาต่างกันเยอะๆ อาจจะทำให้เป็นภาพเสียสำหรับส่วนที่เป็นสีโดนเงาจนมืดเป็นสีฉ้ำๆ ดังนั้นแล้วมันจึงเล่นได้ยากกว่านั้นเอง

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  เปิดบัญชีคาสิโนขั้นต่ำ100

ZEN MIND ไร้ร่องรอย 

เมื่อปฏิบัติเซน เธอจะเป็นหนึ่งเดียวกับเซน ไม่มีเธอ ไม่มีซาเซน เมื่อเธอคำนับก็จะไม่มีพระพุทธเจ้า ไม่มีตัวเธอ มีแต่การคำนับที่สมบูรณ์เท่านั้นที่เกิดขึ้น นี่คือนิพพาน

เมื่อองค์พระพุทธเจ้า ถ่ายทอดการปฏิบัตินี้ให้กับพระมหากัสสะปะ พระองค์เพียงแต่ทรงหยิบดอกไม้ขึ้นพร้อมทรงแย้มพระสรวล มีเพียงพระมหากัสสะปเท่านั้นที่เข้าใจความหมายของพระองค์ท่าน ไม่มีใครอื่นที่เข้าใจ

เราไม่รู้หรอกว่านี่คือเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์หรือไม่ แต่มันหมายถึงอะไรบางอย่างแน่นอน มันคือการแสดงให้เห็นถึงวิถีดั้งเดิมของเรา กิจกรรมที่ครอบคลุมทุกสิ่งทุกอย่างคือกิจกรรมที่แท้จริง ความลับของกิจกรรมนี้ได้รับการถ่ายทอดจากองค์พระพุทธเจ้ามายังพวกเรา นี่คือการปฏิบัติเซน ไม่ใช่คำสอนที่พระพุทธองค์ทรงสอนหรือกฎต่างๆ

เกี่ยวกับชีวิตที่พระองค์ทรงกำหนดขึ้น คำสอนหรือกฎจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงไปตามสถานที่ หรือตามผู้ที่ปฏิบัติ แต่ความลับของการปฏิบัตินี้จะเปลี่ยนแปลงไม่ได้ มันเป็นความจริงเสมอ

เพราะฉะนั้น สำหรับพวกเราแล้ว ไม่มีวิถีอื่นใดอีกในการใช้ชีวิตบนโลกนี้ ฉันคิดว่านี่คอนข้างจะจริง มันเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ง่ายเข้าใจได้ง่าย และปฏิบัติได้ง่าย ถ้าเธอเปรียบเทียบชีวิตที่ตั้งอยู่บนการปฏิบัติกับสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกนี้ หรือในสังคมมนุษย์ขณะนี้ เธอจะพบว่าความจริงที่พระองค์ทรงทิ้งไว้ให้เรานั้นมีค่าขนาดไหน นี่เป็นสิ่งที่ธรรมดามาก และการปฏิบัติก็ธรรมดามากด้วย กระนั้นก็ตาม เราจะต้องไม่เพิกเฉยกับมัน เราต้องค้นหาจนพบคุณค่านี้ยิ่งใหญ่นี้

ปกติแล้วอะไรที่เป็นเรื่องธรรมดา เราจะบอกว่า อ้อ ฉันรู้แล้ว มันธรรมดามาก ใครๆก็รู้กัน แต่ถ้าเราไม่พบคุณค่าของมัน ก็ไร้ความหมาย ก็เท่ากับการไม่รู้อะไรเลย ยิ่งเธอเข้าใจประเพณีของเธอเท่าไร เธอก็จะยิ่งเข้าใจว่าคำสอนนี้จริงแท้และสำคัญแค่ไหน เพราะฉะนั้น แทนที่จะเอาแต่วิพากษ์วิจารณ์ประเพณีของเธอ จงทุ่มเททั้งร่างกายและจิตใจในการฝึกวิถึชีวิตที่แสนจะธรรมดานี้ แล้วสังคมและประเพณีจะงอกงามจากตัวเธอเอง

ผ้ากำมะหยี่ดำ ของจำเป็นในกระเป๋ากล้อง

งงกันละสิ เอามาทำไม ก็ไหนมีการพกผ้านาโนเอาไว้เช็ดหน้าเลนส์แล้วก็ผ้าธรรมดาที่เอาไว้เช็ดตัวบอดี้ก็มีแล้ว ทำไมต้องพกผ้าอะไรอีก อยากจะบอกเลยว่าผ้ากำมะหยี่สีดำนี้เราจะนำมาใช้ประโยชน์คนละแบบกับผ้าตัวอื่นเลย เอาเป็นว่าตัดคำว่าผ้าออกไปได้เลย เพราะเราจะไม่ใช้มันในฐานะผ้าเช็ด

และก็ขอย้ำเลยว่าห้ามเด็ดขาด ห้ามนำผ้ากำมะหยี่นี้ไปเช็ดอะไรทั้งนั้นเลย เพราะผ้ากำมะหยี่นี้ไม่ได้มีคุณสมบัติในการเช็ดหรือซับอะไรได้ดีสักเท่าไหร่ ผ้านาโนดีกว่ามากนักในเรื่องการเช็ดและซับน้ำ อีกทั้งขนของมันอาจจะไม่นิ่มนวลด้วยมากนัก นั้นจะทำให้เกิดเป็นรอยขนแมวได้ด้วย

ผ้านี้พกพาได้ง่ายๆ แต่การพกผ้าทั้งหมดสามผืนก็ถือว่าเยอะอยู่นะ แถมผ้านาโน และผ้ากำมะหยี่สีดำนั้นเป็นอะไรที่พยายามพับพยายามม้วนยังไงก็ยังคงมีขนาดอยู่แหละ ไม่ใช่ว่าจะเล็กขนาดนั้น ถ้าพกครับสามผืนละก็ ถึงขั้นทำเอาเสียช่องไปช่องหนึ่งได้เลยทีเดียว แต่ก็เพื่อสุขภาพของกล้องก้เป็นสิ่งจำเป็นนะ เจ้าผ้ากำมะหยีสีดำนี้สรุปแล้วเอาไว้ทำอะไรกันแน่ล่ะ มันคือผ้าที่เอาไว้ใช้ช่วยในเรื่องเทคนิคการถ่ายภาพนั้นเอง

สำหรับชาวสายถ่ายภาพการแสดงไฟพลุเป็นอย่างเห็นได้ชัดเลย เรียกได้ว่าเป็นเทคนิคที่เกิดมาเพื่อสิ่งนี้ก็เป็นได้ เพราะเอาจริงๆก็คิดไม่ออกแล้วว่าจะให้ผ้ากำมะหยี่นี้จะเอาไปใช้กับเทคนึกอย่างอื่นแล้วล่ะ วิธีนั้นก็คือต้องอาศัยเทคนิคที่สูงพอสมควรเลยล่ะ ต้องได้ทดลองหลายๆครับ แล้วนั้นก็ต้องใช้เวลาเยอะมากๆ

เพราะว่าเรื่องการจุดพลุเขาก็ไม่ได้จุดกันทุกวันทุกเดือนสักหน่อย กว่าจะได้ฝึกทีก็ต้องรอเทศกาลมาที นอกจากนั้นแล้ว เขาก็จุดกันแค่ทีเดียวด้วย ทำให้ฝึกทีเดียวก็ต้องรอทีเท่านั้นแหละ

วิธีฝึกนั้นก็คือวิธีฝึกที่ต้องใช้เทคนิคหน่อย คือการเปิดชัตเตอร์ค้างไว้รอให้มีพลุขึ้นมา แล้วระหว่างนั้นชัตเตอร์ก็ยังไม่ปิดลงเช่นเดิม ฉะนั้นแล้วต้องนำผ้ากำมะหยี่มาปิดแทนชัตเตอร์ไว้ก่อนรอจนกว่าพลุจะจุดต่อ เทคนิคนี้ถูกสร้างมาเพื่ออะไรกันล่ะ ก็เพื่อทำให้การถ่ายพลุนั้นดูอลังการงานสร้างแบบสุดๆยังไงล่ะ เราจะได้ภาพพลุจากทุกลูกที่จุดขึ้นมา

รวมอยู่ในภาพเดียว โดยกลายเป็นภาพที่มีความอลังการแบบสุดๆ รูปนี้จะทำให้เป็นการแสดงของพลุได้ครบถ้วนและสวยงามที่สุดของพลุ แต่การที่นำผ้ามาบังแสงไว้นั้น ก็ต้องระวังอย่าให้โดนกล้องและเลนส์จนำทให้กล้องสั่นหรือขยับ จะทำให้ฉากหลังนั้นเสียได้

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  Gclub ผ่านเว็บ