ตำนานเมืองลับแล

เป็นตำนานเมืองลับแลเสียงแว่วดังระฆังหลอนที่บนภูกระดึง

เมืองลับแลดินแดนแห่งมิติใหม่มหัศจรรย์ที่ใครหลายๆคนนั้นก็เคยได้ยินแต่ก็ไม่เคยรู้ว่าแท้ที่จริงแล้วเมืองลับแลนั้นตั้งอยู่ที่ใดและมันจะมีอยู่จริงหรือไม่และยังมีความเชื่อมากนานแล้วว่าเมืองลับแลนั้นอยู่ซ้อนมิติอีกโลกของมนุษย์โดยเฉพาะบริเวณบนภูเขาลูกใหญ่ๆในป่าลึกถ่ำซึ่งมักจะมีตำนานที่เกี่ยวข้องที่เกี่ยวกับเมืองลับแลหนึ่งในนั้นก็คือภูกระดึง จังหวัดเลย

เส้นทางแห่งธรรมชาติในอุทยานแห่งชาติภูกระดึงชวนให้หน้าสัมผัสแต่ภายใต้สถานที่อันโอบล้อมไปด้วยขุนเขาและแม่น้ำย่อมมีตำนานที่มาทีเป็นอันลึกลับ ภูกระดึงแปลว่า ภูแห่งระฆังเพราะคำว่ากระดึงมาจากกระดิ่งชาวจังหวัดเลยเรียกว่าระฆังใหญ่แต่ก่อนที่จะมาเป็นชื่อภูกระดึงนั้นได้มีเรื่องเล่าที่เป็นน่าพิศวงชาวบ้านมักจะได้ยินเสียงระฆังแว่วดังมาจากบนภูเขาเชื่อว่าบริเวณนั้นเป็นที่อยู่อาศัยของชาวเมืองลับแล

หรือเป็นหมูบ้าน ผีบังบด ซึ่งมักจะได้ยินเสียงระฆังเฉพาะวัดพระเท่านั้นจนปู่ย่า ตายาย ได้บอกเล่ามาว่าเป็นเสยงระฆังของพระอินทร์และในส่วนหมู่บ้านของ ผีบังบด ที่ว่านั้นคนธรมดาไม่สามารถที่จะมองเห็นได้และหากว่าได้เข้าไกล้เมื่อใดหมู่บ้านนั้นก็จะหายไปทันทีและจะกลายเป็นป่าแทนเมื่อประมาณปี 2348 ได้มีพรานป่าคนหนึ่งเดินทางมาจากนครจำปาศักดิ์ประเทศลาวและได้เดินเท้ามาตามป่าเรื่อยๆและก็ได้มาพบกับป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์เขาก้ได้ชวนญาติมิตรทั้งหลายให้มาปักหลักอยู่ที่นี้

ซึ่งก็คือ ผา นกเค้า บริเวณที่นักท่องเที่ยวไปต่อรถขึ้นบนภูกระดึงนั่นเองวันหนึ่งนายพรานได้ออกล่าสัตว์ไปจนถึงภูเขาลูกหนึ่งและสิ่งที่นายพรานนั้นได้พบเห็นทำให้ตกตะลึงและทำให้รู้สึกตกใจลเพราะภาพในความกว้างใหญ่ไพล สารของพื้นป่านั้นในปรากฏอยู่ต่อหน้าอีกทั้งยังมีสัตว์ป่าหลายชนิดต่างก็ได้พากันหากินอาหารแต่เมื่อได้มองเห็นนายพรานสัตว์ป่านั้นก้ไม่ได้มีท่าทีที่จะตกใจกลัวแต่อย่างใดและด้วยสัญชาตญาณของพรานเมื่อเห็นลักษณะของสัตว์ที่ไม่ตื่นกลัวเลย

ก็จึงไม่กล้าที่จะยิงหรือล่าสัตว์เพราะดูแล้วมันผิดปกติจึงเชื่อว่าภูเขาในสถานที่แห่งนี้นั้นเป็นดินแดนของสิ่งศักดิ์สิทธิ์นายพรานก็จึงได้ระเว้นการล่าสัตว์ป่าในพื้นที่ป่าแห่งนี้และนายพรานนั้นก็ได้กลับมาที่บ้านมาเล่าเรื่องที่นายพรานนั้นได้ไปพบเจอมาให้กับญาติฟังต่อมาเรื่องราวของภูเขาแห่งนี้ก็ได้ถูกเปิดเผยและได้กลายมาเป็นภูกระดึงอุทยานแห่งชาติที่มากไปด้วยธรรมชาติและสีสันของต้นไม้รวมทั้งป่าป่านาๆชนิดอย่างที่เห็นกันในปัจจุบัน

ขั้นตอนการจัดพิธีงานศพของไทย

การจัดงานศพถือเป็นอีกหนึ่งประเพณีที่ญาติพี่น้องหรือคนในครอบครัว จะกระทำให้กับผู้ที่เสียชีวิตเป็นครั้งสุดท้าย ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นการให้เกียรติและระลึกถึงความดีของผู้เสียชีวิตในตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ 

หลังจากมีผู้เสียชีวิตหรือมีคนตายเกิดขึ้นเราจะต้องจัดการตามลำดับขั้นตอนดังนี้

  1. การแจ้งตาย  เมื่อมีคนตาย ก่อนที่เราจะจัดพิธีงานศพขึ้นเราจะต้องไปแจ้งตายก่อน โดยญาติจะต้องไปทำเรี่องแจ้งตายที่สำนักงานทะเบียนท้องถิ่นภายในเวลา 24 ชั่วโมง เพื่อขอให้ออกใบมรณบัตร และเราจะต้องนำใบมรณบัตรพร้อมทะเบียนบ้านไปทำเรื่องต่อที่สำนักงานทะเบียนท้องถิ่นตามภูมิลำเนาของผู้ตายเพื่อให้จำนายว่าเสียชีวิตแล้วซึ่งต้องทำเรื่องภายใน 15 วัน
  2. การนำศพที่ไปวัด เมื่อแจ้งตายแล้วให้ติดต่อไปยังวัดที่จะนำศพไปตั้งบำเพ็ญกุศล ถ้าหากผู้เสียชีวิตเสียที่โรงพยาบาล ก็สามารถบอกกับเจ้าหน้าที่เพื่อขอให้จัดรถส่งศพให้ ทั้งนี้ทางญาติผู้เสียชีวิตควรจะเตรียมเสื้อผ้าเพื่อแต่งตัวศพ เตรียมผ้าแพรสำหรับคลุมศพ และรูปภาพที่จะตั้งหน้าศพไว้ให้เรียบร้อย
  3. การอาบน้ำศพ หรือพิธีรดน้ำศพ  ก่อนที่เราจะนำศพใส่ลงในโลงญาติจะต้องทำพิธีรดน้ำและแต่งตัวศพให้เรียบร้อยก่อน พิธีรดน้ำศพเริ่มจากญาติและลูกหลาน ทำการจุดธูปคนละหนึ่งดอกไหว้ขอขมาต่อศพ ที่นอนอยู่บนเตียง จากนั้นญาติจะรดน้ำศพก่อน แล้วค่อยทยอยมาเป็นแขกผู้มาร่วมงาน เพื่อแสดงความเคารพต่อผู้ล่วงลับ    เราเชื่อกันว่าการอาบน้ำศพจะทำให้คนตายไปสู่โลกอื่นอย่างบริสุทธิ์
  4. การจัดสวดอภิธรรม  จะเริ่มจัดสวดอภิธรรมตั้งแต่วันที่ตั้งศพและจัดสวดทุกวันในตอนกลางคืน  ส่วนมากนิยมจัดสวดกัน อยู่ที่ 3 วัน 5 วัน หรือ 7 วัน ตามแต่เจ้าภาพสะดวก ซึ่งจะนิมนต์พระมาสวดจำนวน 4 รูป เมื่อสวดพระอภิธรรมจบแล้ว เจ้าภาพก็จะถวายปัจจัยเครื่องไทยธรรมแด่พระสงฆ์ จุดประสงค์ของการสวดอภิธรรมก็เพื่อที่จะได้ทำบุญอุทิศส่วนกุศลแก่ผู้ตาย  รวมถึงเจ้าภาพและแขกที่มาร่วมฟังสวด ได้แสดงออกถึงความเคารพนับถือและความกตัญอยู่ต่อผู้ตายอีกด้วย
  5. การฌาปนกิจศพ  หลังจากการสวดอภิธรรมคืนสุดท้ายสิ้นสุดลงในวันรุ่งขึ้นจะมีพิธีฌาปนกิจ ขั้นตอนนี้ถือว่าเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุดในการจัดงานศพ เริ่มจากนำโลงศพลงจากศาลา มาที่เมรุเดินเวียนทางซ้ายสามรอบก่อนนำศพขึ้นสู่เมรุ เมื่อถึงกำหนดเวลาเจ้าภาพจะอ่านประวัติและกล่าวคำไว้อาลัยเป็นครั้งสุดท้าย แล้วเชิญแขกผู้ใหญ่ทอดผ้าบังสกุล และเมื่อประธานในพิธีทอดผ้าป่าบังสกุลเสร็จแล้ว จึงจะเชิญแขกผู้มาร่วมงานขึ้นประชุมเพลิง ในพิธีฌาปนกิจนั้นได้ให้ แง่มุมเกี่ยวกับธรรมะว่า สิ่งใดในโลกล้วนอนิจจังทุกคนเกิดมาก็ต้องตาย ฉะนั้นตอนมีชีวิตอยู่ควรจะหมั่นทำความดีและสร้างบุญกุศลเอาไว้มากๆ

 

ขอบคุณเรื่องราวโดย  วิธีเล่นบาคาร่าให้รวย

ประวัติความเป็นมาของรองเท้าที่ได้รับความนิยม Adidas

อาจเรียกได้ว่าคงจะไม่มีผู้ใดที่ไม่รู้แบรนด์รองเท้ายี่ห้อดังอย่าง adidas 

เมื่อพูดชื่อ adidas ขึ้นมา ทุกคนมักจะนึกถึงอุปกรณ์สำหรับเล่นกีฬาเกือบทุกประเภท เช่น เสื้อ กางเกง กระเป๋า ลูกฟุตบอล หรือแม้กระทั้งรองเท้า สำหรับแบรนด์ adidas นั้นเป็นแบรนด์ชนชาติเยอรมนี แล้วก็ผู้ที่ก่อนตั้งแบรนด์นี้ขึ้นมาก็เป็น สองลูกพี่ลูกน้องเชื้อสาย Dassler 

ซึ่งก็คือ Adolf แล้วก็ Adi Dassler ซึ่งแนวทางการทำรองเท้าทีแรกนั้นเกิดภายหลังที่ Adi Dassler เดินทางกลับมาจากการไปรบในสงครามโลกครั้งที่ 1 โดยเขาทั้งคู่ซ่อมรองเท้าหนแรกในปี ค.ศ. 1920 

พวกเขาช่วยเหลือกันที่บ้าน โดยทั้งสองคนช่วยเหลือกันทำรองเท้าสำหรับนักกีฬาและก็มีการตั้งยี่ห้อรองเท้าของตัวเองว่า Dassler รวมทั้งเริ่มเปิดขายสินค้าคราวแรกในปี ค.ศ. 1924 รองเท้าของบริษัท Dassler มีชื่อเสียงกันอย่างกว้างขวางเนื่องด้วยมีนักวิ่งคนหนึ่งนำรองเท้าของพวกเขามาสวมแล้ววิ่งแข่งขันโอลิมปิกและก็สามารถคว้าแชมป์ได้เหรียญทองมาถึง 4 เหรียญ จึงเป็นสาเหตุให้ปีนั้นรองเท้าDassler ก็เลยมียอดจำหน่ายที่สูงมากมาย 

ซึ่งภายหลังที่ผลิตภัณฑ์ขายดิบขายดีไม่นานก็กำเนิดสงครามโลกครั้งที่สองขึ้นและคนเป็นพี่ก็ถูกเรียกตัวกลับไปทำงานรบ และก็ธุรกิจการค้าเริ่มมีทหารเข้ามาสั่งให้บริษัททำรองเท้าให้ทหารเอาไว้ใส่ออกรบโดยเฉพาะ จากเหตุในคราวนี้ลูกพี่ลูกน้องคู่นี้ก็เลยทะเลาะกันและมีการแยกตัวออกมาแล้วก็มีการตั้งบริษัทเป็นของตนเองทั้งคู่

 โดยรูดิ ได้ออกมาสร้างยี่ห้อรองเท้าใหม่ด้วยการใช้ชื่อว่า Ruma และก็ต่อมาก็เปลี่ยนแปลงชื่ออีกทีเป็น Puma ส่วนแอดดิ จากที่ใช้ยี่ห้อDasslerก็เปลี่ยนแปลงชื่อใหม่เช่นเดียวกันมาเป็น Adidas ซึ่งการแยกตัวออกมาทำรองเท้าที่เป็นของตนเองของทั้งสองนั้นมีสาเหตุมาจากความแตกกันกันในตอนสงครามโลกครั้งที่สอง เพราะฉะนั้นเมื่อมีการทำรองเท้าเป็นของตนเอง ทั้งคู่คนก็เลยแข่งกันขายของเรื่อยๆมาเป็นระยะเวลาถึง 60 ปี 

จนกระทั่งเมื่อปี ค.ศ. 2009 ทั้งคู่คนก็สามารถทำความเข้าใจกันได้และก็ร่วมมือกันผลิตผลิตภัณฑ์สำหรับการแข่งกีฬาของหน่วยงาน One Day Peace สำหรับรองเท้า adidas ในตอนแรกที่ทำออกมาจะมีความเฉพาะที่ไม่มีใครเหมือน ซึ่งก็คือพื้นใต้รองเท้าจะมีปุ่มยื่นออกมาคล้ายกับตะปูซึ่งนับได้ว่าเป็นจุดแข็งของรองเท้าแบรนด์นี้เลยก็ว่าได้ และก็ภายหลังที่รองเท้า adidas เป็นที่รู้จักดังมากยิ่งขึ้นแล้ว บริษัทก็เลยได้เริ่มที่จะผลิตผลิตภัณฑ์อื่นๆออกมาขาย แม้กระนั้นก็ยังเน้นที่จะผลิตผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับการกีฬา จนกระทั่งเดี๋ยวนี้แบรนด์ adidas ก็เลยเป็นแบรนด์ดังสุดยอดที่มีคนรับใช้ผลิตภัณฑ์ของเขาสูงที่สุด

 

ขอบคุณผู้สนับสนุนเรื่องราวโดย  Gclub ฝากถอนไม่มีขั้นต่ำ

สร้างความสุขจากการทำงาน

ในช่วงแรกๆของการเริ่มทำงานวันแรกหรือสัปดาห์แรกๆนั้นคุณจะรู้สึกอยากทำงานให้เต็ม

อยากตั้งใจทำงาน ทำให้มีความขยันเป็นพิเศษ แต่เชื่อหลายคนคงจะต้องเคยเป็นเช่นเดียวที่พอทำงานผ่านไปสักพักจะรู้สึกว่าการทำงานมันน่าเบื่อ แต่ถ้าหากไม่ทำก็คงจะไม่ได้ เราเลยอยากหาวิธีที่จะช่วยทำให้ผ่อนคลายและมีความสุขไปกับทำงานในแต่วัน

1.ไม่คิดเล็กคิดน้อย เพราะการทำงานเรามักจะต้องเจอกับผู้คนมากมาย แล้วไม่ว่าเราจะได้รับคำพูดที่ไม่มาจากใครก็ตามสิ่งที่เราควรทำคือการระงับอารมณ์ของตนเองให้ได้ หลายคนมักจะบอกว่าให้นำคำพูดเหล่านั้นมาพัฒนาตนเอง แต่สำหรับบางคนมันก็อาจจะรุนแรงเกินไป เพียงแค่เราไม่สนใจมันเลยเสียกว่า และกลับมาทำหน้าที่ของเราเพื่อให้ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายของเรา

2.ไม่ต่อว่าหน่วยงาน ถึงแม้ว่าบริษัทหรือสถานที่กำลังทำงานอยู่นั้น ทำให้เรารู้สึกไม่ชอบ ที่ต้องทำนั้นเพียงเพราะต้องทนทำ เพื่อเงินเดือนเท่านั้น แต่ถึงแม้ว่าเราจะคิดอย่างไหร่ก็ไม่ควรต่อว่าหน่วยงาน นั้นเป็นเพราะเราได้เลือกที่จะเป็นส่วนหนึ่งในบุคลากรของหน่วยงานนั้นๆไปแล้ว เราควรปรับเปลี่ยนวิธีการคิดและปรับตัวให้มีความสุขกับการใช้ชีวิตในหน่วยงาน

3.อย่าว่าร้ายหัวหน้างาน ในการทำงานแต่ละตำแหน่งเราสามารถที่จะเลือกตำแหน่งงานที่เราสนใจได้ แต่เราไม่อาจเลือกหัวหน้างานของแต่ละตำแหน่งได้ ถึงเราจะไม่ชอบหัวหน้างาน แต่จุดหมายของการทำงานก็เพื่อหน่วยงาน เราควรให้ความเคารพกับหัวหน้างาน เพราะหัวหน้างานจะเป็นคนที่คอยชี้นำและสนับสนุนการทำงานของเราได้ดีที่สุด

4.เรียนรู้การใช้ชีวิตกับเพื่อนร่วมงาน เมื่อเราเข้าไปทำงานเป็นส่วนหนึ่งของการทำงานในตำแหน่งนั้นๆแล้ว แน่นอนว่าการทำงานที่ดีคือการทำงานเป็นทีม เราทุกคนต่างก็จะได้พบกับเพื่อนร่วมงาน นั้นคือสิ่งสำคัญที่เราควรจะเรียนรู้ที่อยู่กับเพื่อนร่วมงาน ไม่นินทา ต่อว่า ดูถูกเพื่อนร่วมงาน ไม่เช่นนั้นจะทำให้เรามีปัญหากับเพื่อนร่วมงานและงานก็จะไม่สามารถดำเนินไปอย่างประสบความสำเร็จ

5.ทำงานที่รัก เหนือสิ่งอื่นใดไม่ว่าเราจะต้องกับคนแบบไหน หน่วยงานแบบไหน เราควรเลือกทำงานที่เราสนใจ เพราะนั้นเป็นกุญแจสำคัญที่จะทำให้เรามีความสุขกับการทำงาน แม้ว่าเราจะมีอุปสรรค์มากแค่ไหน แต่ให้คิดไว้เสมอว่าอย่างน้อย งานที่กำลังทำอยู่นั้นคืองานที่เรารักมันจริงๆ

6.เต็มที่กับทุกงาน งานทุกชิ้นความยากและง่ายมีความแตกต่างกัน ให้มองว่าต่อให้มันจะยากหรือง่ายเราควรทำงานออกมาให้ดีที่สุด ไม่ใช่ว่าง่ายแล้วจะปล่อยปะละเลย ค่อยมาทีหลังก็ได้ เปลี่ยนความคิดเสียใหม่ ให้เห็นคุณค่าของงานทุกรูปแบบ

7.ซื่อสัตย์สุจริต การทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริตเป็นพื้นฐานสำคัญที่ทุกคนต่างก็ต้องมีต่อตนเองและองค์กร เพราะถ้าหากคุณสุจริตต่อการทำงานเมื่อไหร่ คุณจะสร้างความกดดันขึ้นมาด้วยตัวคุณเอง จะทำให้คุณคอยระวังระแวงอยู่ตลอกเวลา สิ่งเหล่านี้จะทำให้การทำงานคุณไม่มีความสุขเพราะมีสิ่งอื่นที่กวนใจคุณมากกว่างาน

 

สนับสนุนเรื่องราวดีๆโดย บาคาร่าขั้นต่ำ 10 บาท

พิธีขบวนพยุหยาตราชลมารค

เมื่อวันพฤหัสบดี ที่ 12 ธันวาคม 2562 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ

พร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีนารีรัตนราชกัญญาฯ และสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ ได้เสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนคร

โดยขบวนพยุหยาตราชลมารคเนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

พิธีขบวนพยุหยาตราชลมารค เป็นขบวนเสด็จพระราชดำเนินทางน้ำซึ่งเป็นอีกหนึ่งราชประเพณีไทยที่มีมาแต่ช้านาน โดยมีหลักฐานชัดเจนมาตั้งแต่สมัยอยุธยา

เนื่องจากเรือในขบวนมีการสลักโขนเรือเป็นรูปสัตว์ในเทพนิยาย มีการจัดขวบหลากหลายแบบ เป็นที่รู้จักกันดีคือ “ขบวนพยุหยาตราเพชรพวง” ปรากฏใน ลิลิตพยุหยาตราเพชรพวง ลิลิตพรรณนากระบวนเรือ ที่ประพันธ์โดยเจ้าพระยาพระคลัง เมื่อปีพ.ศ.2533 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลมหาราช โดยยึดถือตามแบบแผนดั่งเดิมของสมัยอยุธยา

การเสด็จทางน้ำ หรือที่เรียกว่า ขบวนพยุหยาตราชลมารค

นั้นมีหลักฐานมาตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัย ซึ่งมีหลักฐานปรากฏเอาไว้ว่า พระร่วงเจ้า(พระมหาธรรมราชาที่1) ทรงได้ใช้เรือออกลอยกระทง ณ กลางสระน้ำ ในยุคที่กรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ตามบันทึกของพงศาวดารที่เขียนไว้ว่า สมเด็จพระนเรศวรเมื่อคราวเสด็จไปตีเมืองเมาะตะมะ เสด็จพระราชดำเนินจากรุงศรีอยุธยาโดยชลมารค

เมื่อถึงเวลาฤกษ์ตามพระโหราราชครูอธิบดีศรีทิชาจารย์ ก็ลั่นกลองฆ้องชัยให้เราทหารพายเรือพระที่นั่งศรีสุพรรณหงส์ ซึ่งเป็นเรือทรงพระพุทธปฏิมากรทองนพคุณ บรรจุพระบรมสารีริกธาตุถวายพระนามสมญา พระพิชัย นำขบวนออกไปก่อนเพื่อความเป็นสิริมงคล

ในสมัยที่ราชธานียังเป็นกรุงศรีอยุธยา ตัวเกาะกรุงนั้นเป็นเกาะที่ล้อมรอบไปด้วยแม่น้ำลำคลอง

ทำให้ผู้คนในสมัยนั้นมีชีวิตที่ผูกผันกับสายน้ำ จึงปรากฏการก่อสร้างเรือรบขึ้นมากมายในกรุงศรีอยุธยา เมื่อยามบ้านเมืองสงบสุข ชาวกรุงศรีอยุธยาจะหันมาเล่นเพลงเรือ แข่งเรือกัน

โดยเฉพาะพระเจ้าแผ่นดินกรุงศรีอยุธยา เมื่อเดส็จฯแปรพระราชฐานไปยังหัวเมืองต่างๆ หรือเสด็จฯไปทรงทำพระราชกรณียากิจ ก็มักจะใช้เรือรบโบราณเหล่านั้นจะเป็นขบวนเรืออย่างยิ่งใหญ่ ดังนั้นในสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช มีขบวนเรือเพชรพวง ซึ่งเป็นเรือริ้วขบวนที่ใหญ่มาก

ในระหว่างการเคลื่อนขบวนก็มีการเห่เรือพร้อมประโคม จนเกิดเป็นวรรณกรรมร้อยกรองที่ไพเราะ คือ กาพย์เห่เรือ เจ้าฟ้าธรรมธิเบศร์ หรือ เจ้าฟ้ากุ้ง ในสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบนมโกศ ในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ซึ่งมีการบรรยายถึงความงดงาม ลักษณะของเรือ และยังเป็นแม่แบบของกาพย์เห่เรือที่ยังคงใช้กันในขบวนเรือปัจจุบัน

 

ขอบคุณบทความของ แทงบอลไม่มีขั้นต่ำ ที่ให้การสนับสนุน

Wide angle Lens

หนึ่งในพื้นฐานเลนส์ที่ทุกคนควรรจะได้เรียนรู้การใช้แล้วก็ได้รู้พื้นฐานว่าควรจะได้ใช้เลนส์ระยะกว้างแบบนี้เมื่อไหร่

ซึ่งประวัติศาสตร์เลนส์ระยะที่เรียกว่ามุมกว้างนี้จริงๆแล้วเป็นเลนส์ที่ทำได้ยากมาก ยิ่งสมัยแรกๆที่มีกล้องฟิล์มโผล่ขึ้นมานั้น เลนส์มุมกว้างยังไม่มีใครจินตนาการออกเลยว่าเป็นอย่างไร

แต่พอมีค่ายที่สามารถคิดค้นขึ้นมานั้นก็ทำให้เลนส์ระยะนี้ดังเปรี้ยงขึ้นมา แต่ละค่ายแห่กันสร้างสูตรเลนส์มุมกว้างขึ้นมาบ้าง แล้วเหล่าช่างภาพใครได้ใช้ก็ถือว่าสุดยอดหรูแล้ว

 

นั้นเป็นเหตุให้กล้องฟิล์มในยุคสมัยก่อนที่เป็นระบบกล้องที่ไม่ใช่มองผ่านเลนส์ มีกรอบเอาไว้คอมโพสภาพเพียงแค่ระยะ 50mm แล้วนั้นก็เป็นขึ้นจำกัดในการใช้เลนส์ระยะมุมกว้างนี้

เลนส์มุมกว้างนั้นเป็นเลนส์ที่สร้างความไม่สมจริงให้กับภาพมากที่สุด ยิ่งระยะยิ่งกว้าง (นั้นก็คือตัวเลขยิ่งเยอะ)

ก็จะยิ่งทำให้ภาพนั้นดูกว้างขึ้น ตรงกลางจะดูเล็กและไกลขึ้น แล้วตามขอบภาพจะดูกว้างขึ้นไปอีก เหมือนมีการยืดออกไปอีก นั้นเป็นเหตุให้ภาพที่ถ่ายในที่แคบๆจะทำให้ที่นั้นดูกว้างใหญ่ขึ้นมา

ดังนั้นเลนส์ประเภทนี้จึงเหมาะอย่างมากกับการนำไปถ่ายสถาปัตยกรรม แล้วก็ยิ่งเรื่องสาย landscape ยิ่งเหมาะเช่นกันเพราะจะสร้างความดูอลังการได้อย่างมากขึ้นเยอะ แต่บางคนอาจจะคิดว่ารายละเอียดดูเล็กเกินไป ซึ่งถึงแม้ว่าจะมีคนบอกกันว่าเลนส์ประเภทนี้เหมาะกับการถ่ายภาพสไตล์นู้นนี่

ผมก็ต้องของบอกว่าไม่เชิงซะทีเดียวนะ เพราะว่าเลนส์มุมกว้างนำไปถ่ายภาพ Portrait ก็พอได้เหมือนกัน แถมจะช่วยให้ตัวแบบนั้นขายาวขึ้นด้วยถ้าจัดคอมโพสให้ขาอยู่แถวๆขอบนอกจุดตัดเก้าช่อง

แต่ก็ต้องขอเตือนเรื่องการคอมโพสใบหน้า ว่าไม่ควรจัดไว้นอกช่องกลางของจุดตัดเก้าชองนี้ เพราะจะทำให้ใบหน้ายืดไม่ก็บานออกได้

เลนส์ประเภทมุมกว้างนี้ก็มีแบ่งออกเป็นอีกสองแบบคือ Wide angle แล้วก็ Ultra Wide angle นั้นก็คือกว้างแล้วก็กว้างมาก ระยะนี้ถ้าจะเริ่มใช้ก็ขอแนะนำระยะต้นๆเช่น 35mm ใช้ได้ง่ายมากแล้วก็เป็นระยะเริ่มต้นที่โด่งดังที่สุดของระยะนี้ ทำให้คนที่รู้สึกอึดอัดกับระยะ normal ได้รู้สึกถ่ายง่ายขึ้น ส่วนตัวผมชอบใช้ระยะ 24mm และ 35mm

M mode พื้นฐานการถ่ายภาพที่ควรรู้

M mode พื้นฐานการถ่ายภาพที่ควรรู้

มาถึงโหมดสุดท้ายที่เรียกได้ว่าเป็นโหมดขั้นสุดของช่างภาพที่ต้องชำนาญแล้วอย่างมาก

ต้องรู้ถึงพื้นฐานต่างๆแล้วก็ต้องรู้จักวิเคราะห์แล้วอแดปได้เอง ซึ่งอันนี้ก็ต้องเตือนไว้หน่อยเลยว่า การที่มือใหม่เพิ่งหัดเล่นกล้องจะมาหัดจับโหมดนี้เลย ไม่ได้ผิดอะไร แต่ก็ต้องยอมรับในรูปภาพที่ได้ถ่ายออกมา ว่าอาจจะหาภาพที่ใช้ได้น้อยหน่อย ภาพเสียต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน แม้แต่ผู้ที่ชำนาญมากๆแล้วก็บอกได้เลยว่า ยังมีภาพเสียๆบ้างเลยล่ะ

การใช้โหมดนี้ เป็นการฝึกฝนขั้นสุด

ที่เรียกได้ว่าถ้าฝึกไปเรื่อยๆจนภาพเสียน้อยลงเรื่อยๆแล้ว คุณก็จะถือว่าเป็นช่างภาพที่เก่งคนนึงเลยละ ในเชิงเทคนิคนะ ไม่ใช่เก่งในเชิงภาพสวย เพราะภาพสวยไม่สวย ดีไม่ดีนั้นขึ้นอยู่กับองค์ประกอบทางความคิดของคนถ่ายเท่านั้น โหมดนี้ชื่อเต็มๆคือโหมด Manual ก็คือตรงตามคำมันเลย

ต้องปรับทุกอย่างเอง เพราะโหมดนี้จะเปิดอิสระให้กับช่างภาพอย่างเต็มที่ จะไม่พยายามเข้ามาแทรกความคิดความอ่านของช่างภาพ ค่าความเร็วชัตเตอร์ แล้วก็คว่ารูรับแสง หรือค่า ISO ก็ตามเราสามารถปรับเองได้หมดเลย ดังนั้นจำเป็ฯต้องรู้ถึงความสัมพันระหว่างค่าต่างๆเป็นอย่างดี รวมถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากกระปรับค่าเหล่านี้นเป็นอย่างดีเช่นกัน นี่คือการแนะนำเล็กน้อยสำหรับมือใหม่ที่อยากข้ามขั้นมาใช้โหมดนี้เลยทันที ก็ค่อยๆปิดระบบออโต้ อย่างเช่นค่า ISO แรกๆของการฝึกใช้ก็เปิดมันเป็นอัตโนมัติไว้ก่อน

เพื่อที่จะได้ไม่มือยุ่งเป็นระวิงจนเกินไป ยิ่งค่าสมดุลแสงขาวนี่อัตโนมัติไว้ก่อนเลย เพราะถ้าปรับตัวนี้ด้วย ก็ต้องไวขึ้นไปอีกแถมตาต้องไวเรื่องสีอีกด้วยไม่ใช่แค่เรื่อง มืด กับ สว่าง

ช่างภาพที่เป็นระดับมืออาชีพนั้นล้วนแต่ใช้โหมดนี้เป็นส่วนใหญ่ เพราะโหมดนี้สามารถดึงเอาความคิดของช่างภาพออกมาได้มากที่สุด แต่ก็อย่างว่าละนะ เราต้องฝึกพื้นฐานแล้วก็ฝึกการควบคุมกล้องให้ชำนาญจนเป็นดั่งแขนขาของตัวเองให้ได้ซะก่อน ถึงจะสามารถปรับค่าทุกอย่างได้อย่างรวดเร็วแล้วก็สื่อจินตนาการออกมาได้อย่างถูกต้องที่สุด

ประเพณีและวัฒนธรรมที่มีมาอย่างยาวนานของไทย

 เชื่อว่าไม่ว่าจะสัญชาติไหนก็ตาม ล้วนต่างมีความเชื่อ วัฒนธรรม และประเพณีด้วยกันทั้งนั้น

การที่มีวัฒนธรรมที่ดีนั้นย่อมเป็นเรื่องที่ดีอยู่แล้วแต่ทว่าการมีประเพณี วัฒนธรรมนั้นต่างกันออกไปตามพื้นที่ สัญชาติ หรือประเทศ เพราะสิ่งเหล่านี้ขึ้นอยู่กับสิ่งรอบข้างหรือความเป็นอยู่ ไม่มีทางที่จะทำให้เป็นเหมือนกันได้ทั่วโลกอย่างแน่นอน เพราะคนเรามีความคิด ความชอบ ที่แตกต่างกันออกไป สิ่งๆเหล่านี้จึงเป็นประเพณีที่น่าค้นหา และน่าศึกษาเป็นอย่างมาก

วัฒนธรรมและประเพณีที่มีความต่างกันดีอย่างไร

ลองคิดเล่นๆดูนะว่าหากวัฒนธรรมประเพณีต่างๆเหมือนกันทั่วโลกจะเกิดอะไรขึ้น แต่ที่สำคัญก็น่าจะเป็นสองสิ่งนี้คือมีข้อดีและข้อเสีย แต่ทว่าหลักความเป็นจริงก็ไม่สามารถนำมารวมกันได้เลยแม้แต่น้อย จะให้ทุกพื้นที่มีวัฒนธรรมหรือประเพณีเดียวกันเป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอน ข้ามคำว่ายากไปได้เลยเพราะไม่มีทางที่จะเกิดขึ้นได้จริง

แต่ถ้าหากพูดถึงความแตกต่างของวัฒนธรรมมีความดีอย่างไร ตามความคิดของฉัน ฉันว่ามันเป็นการดีอย่างหน฿ง เป็นการน่าค้นหาเป็นอย่างมาก การที่ฉันได้ออกท่องเที่ยวไปตามสถานที่ต่างๆมันทำให้เห็นถึงวัฒนธรรมต่างๆที่มีความหลากหลายไปจากในสิ่งที่ฉันเจอมา มันมีความน่าค้นหา มีประวัติที่น่าสนใจ ตามพื้นที่นั้นๆ 

การท่องเที่ยวแล้วไปเจอวัฒนธรรม ประเพณีต่างๆเป็นเรื่องที่ดี

เพราะการที่เราได้ท่องเที่ยวก็เพียงเพราะต้องการเจออะไรที่มีความต่างออกจากเดิมหรือสิ่งที่เห็นและสัมผัสอยู่ ดังนั้นการที่เราได้ท่องเที่ยวได้พบเห็นกับวัฒนธรรม ประเพณีต่างๆ ได้สัมผัสถึงวิถีการใช้ชีวิตแบบในที่ๆเราไม่เคยสัมผัสมาก่อน มันเป็นการแลกเปรี่ยนประสบการณ์ค่อนข้างดี บางอย่างก็บ่งบอกให้เราอยากกลับไปสัมผัสอีก แต่บางที่ก็ช่างน่าค้นหาเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของประเพณีต่างๆ วัฒนธรรมต่างๆหรือแม้กระทั่งการดำรงชีวิตความเป็นอยู่หรือเรื่องลี้ลับที่น่ากลัวก็ตาม 

ทำไมตามความเชื่อของแต่ละพื้นที่มีความเชื่อที่แตกต่างกัน 

ความเชื่อของคนส่วนใหญ่เกิดจากการที่เราได้อยู่กับพื้นที่นั้นๆ ได้ฟังถึงเรื่องเล่าของสถานที่ และการปฎิบัติกันมาตามรูปแบบเดิมที่มีมาอย่างยาวนาน ทำให้เกิดเป็นความเชื่อสืบทอดกันมา และยังคงเป็นการปฏิบัติต่อเนื่องไปเรื่อยๆ อาจจะมีการผิดแปลกไปจากเดิมบ้างในบางพื้นที่ เนื่องจากการสืบทอดในรุ่นสู่รุ่นย่อมมีการคลาดเคลื่อนกันไปบ้าง แต่ก็ยังคงดำรงต่อกันมาและน่าจะสืบทอดต่อกันไปตลอดกาล 

สำหรับคนรุ่นใหม่อย่างเราๆ ควรจะสืบทอดประเพณีในรูปแบบเดิมๆให้เหมือนเดิมมากที่สุด

เพื่อประเพณีหรือวัฒนธรรมแบบเก่าๆจะได้ไม่หมดไป และเพื่อให้ลูกหลานของเราได้ตะหนักถึงที่มาของพื้นที่ที่เราอาศัยอยู่และเรื่องเล่าของคนรุ่นเก่าๆประวัติและอะไรที่สำคัญๆจะได้ไม่หมดไป

การออกแบบและสเก็ตช์ภาพ หนึ่งในสิ่งสำคัญในการออกแบบเสื้อผ้า

การออกแบบและสเก็ตช์ภาพ หนึ่งในสิ่งสำคัญในการออกแบบเสื้อผ้า

หลังจากที่เราได้มี ความคิดริเริ่ม ในการคิดนอกกรอบแล้วละก็ ก็ต้องตามมาด้วยการเอาสิ่งในหัวออกมาเป็นภาพให้สามารถเห็นจิตรการของตัวเองได้

เป็นขั้นตอนที่สำคัญอย่างมากไม่สามารถข้ามขั้นตอนนี้ไปได้

เพราะว่าจะไม่สามารถเห็นภาพได้ชัดเจนถ้าเกิดไม่กลั่นออกมาเป็นภาพสเก็ตช์ให้เห็นซะก่อน ซึ่งที่จำเป็นก็แค่ง่ายๆ กระดาษ ดินสอ แล้วก็มีดินสอสีหรือปากสีก็จะดีขึ้นมาก

เริ่มต้นง่ายๆด้วยการที่เรานำกระดาษออกมาแล้วก็ใช้ดินสอสเก็ตช์สิ่งที่อยู่ในหัวออกมาเรื่อยๆ

จะหมดกระดาษไปกี่ใบก็แล้วแต่ แล้วในการสเก็ตช์เราควรจะมีข้อมูลจากความจริงเข้ามาผสมด้วยอย่างเช่นพื้อผิวหรือรูปแบบลวดลายต่างๆเพื่อนำมาอ้างอิงในจิตรการของเราให้ดูภาพออกได้ง่ายขึ้น ซึ่งทั้งหมดนั้นจะนำมาจากแรงบรรดาลใจจากการพบเจอสิ่งต่างๆไม่ว่าจะจากชีวิตประจำวันที่เห็นหรือว่าจากในการท่องเว็ปไซด์ต่างๆก็ตามแต่สุดท้ายเราจะนำเอามาประกอบเป็นแบบชุดที่ดีที่สุดของตัวเองยังไงล่ะ ในการสเก็ตช์นั้นไม่ได้แค่ทำให้เราได้เห็นภาพแบบชุดของเราได้ชัดขึ้นเท่านั้น แต่สามารถใส่รายระเอียดขั้นตอนการทำลงไปเป็นขั้นๆได้ด้วย ถือเป็นการลำดับขั้นตอนไปในตัว ถ้าเทียบการสายงานอื่นก็คือการร่างแผนงานหรือการเขียนแบบสร้างตึกอะไรประมาณนี้ แต่การที่จะเป็นแบบแปลนที่สำเร็จได้จริงๆนั้น สุดท้ายแล้วควรจะต้องระบายสีให้เห็นถึงภาพที่สมบูรณ์ด้วย

นี่คือการร่างแบบที่ถือว่าสำคัญที่สุด

เพื่อที่จะได้เห็นภาพและขั้นตอนของจิตรการของเราว่าออกมาเป็นจริงแล้วจะเหมือนกับสิ่งที่เราคิดไหม บางทีอยู่ในหัวกับอยู่ในกระดาษอาจจะไม่เหมือนกันหรือไม่ถูกใจเราซักทีเดียว เพราะเวลาอยู่ในหัวนั้นอาจจะเห็นเป็นแค่ส่วนๆที่เราคิดว่าสวยงาม แต่การสเก็ตช์ออกมาแล้วเราก็จะได้พิจารณาภาพรวมว่าดูดีขนาดไหนยังไงล่ะ การร่างภาพสเก็ตช์นั้นจะทำมากี่แบบก็ได้แต่ควรจะเริ่มทำจากแบบท็อปๆในหัวซะก่อนนะ

Claude Monet สุดยอดศิลปินเอกของโลก

Claude Monet สุดยอดศิลปินเอกของโลก

                ต้องยอมรับเลยว่าผลงานของศิลปินขึ้นชื่อคนนี้มีความน่าหลงไหลอย่างมาก มอแน เป็นผู้คิดค้นแนวการวาดภาพที่เดียวกว่าอิมเพรสชั่นนิสม์

ซึ่งอธิบายได้อยาก ดูรูปของเขาแล้วก็จะเขาใจว่าเป็นอารมณ์ประมาณไหน ซึ่งหนทางของผลงานแบบใหม่ที่เขาตั้งขึ้นมานั้นเป็นหนทางที่ลำบากใช้ได้เลยล่ะ

ไม่ใช่ว่าจะง่ายอย่างที่คิด แล้วก็คงเป็นศิลปินอีกคนที่ผลงานดังแบบหยุดไม่อยู่ตอนที่เขาได้สิ้นชิวิตไปแล้ว

เขานั้นเกิดที่ประเทศฝรั่งเศส เมืองปารีสที่แสนยิ่งใหญ่เลยล่ะ แล้วเขาก็ได้สนใจที่จะในศิลปะแล้วก็ย้ายไปเรียนเรื่องนี้โดยเฉพาะที่เมืองเลออาฟวร์ ที่ฝรั่งเศสตอนบน เขาก็ถือเป็นดาวรุ่งด้านงานศิลปะเลบทีเดียว เพราะเขาอายุเพียงแค่19 ก็มีผลงานที่ทำให้คนสนใจไม่น้อยเลย แล้วต่อมาเขาก็ได้มาเรียนกับศิลปินที่มีชื่อเสียงในกรุงปารีส ซึ่งก็เป็นเมืองที่มีการแข่งขันสูงมากด้านศิลปะ แล้วเขาก็ได้คิดว่าถ้าเขาไม่ทำอะไรที่แตกต่างเขาคงไม่สามารถเกิดได้ในฐานะศิลปินคนดังของโลก

เขาจึงหาคนที่มีแนวคิดเดียวกับเขาแล้วก็ได้ก็ได้ออกผลงานที่มีแนวแตกต่างจากศิลปินดังๆคนอื่นๆอย่างสิ้นเชิง ซึ่งนางแบบในตอนนั้นก็ดันกลายมาเป็นภรรยาของเขาจนได้ ที่ปารีสนี้เขาก็ได้สร้างผลงานชื่อดังมากมาย แล้วเขากับเหล่าเพื่อนก็ได้เปิดการแสดงผลงานของเขาเองขึ้นมา

นั้นแหละคือจุดเริ่มต้นของภาพวาดแนวใหม่ของเขา อิมเพรสชันนิสม์ ซึ่งพวกเขาก็หวังไว้ว่าทุกอย่างจะเป็นไปได้ด้วยดี แต่นั้นไม่ใช่เลย เพราะว่าผลงานแนวใหม่ของเขานั้นถูกศิลปินคนอื่นๆต่อต้านอย่างรุนแรงแล้วนั้นทำให้เขากลายเป็นศิลปินแห้งอย่างไม่ต้องสงสัยเลย ซึ่งนานเลยนะหลายสิบปี ที่เขาอยู่แบบไม่มีเงินจะกิน

แล้วเขาจึงทนไม่ได้แล้วเขาก็ย้ายออกจากปารีสไปอยู่ที่จิแวร์นีย์ เขาก็ได้เปลี่ยนแนวนิดหน่อยด้วยการหาเงินเลี้ยงปากท้องด้วยสวนดอกไม้ แล้วก็คงเป็นวิวที่น่าชื่นชมเขาเลยนำมาวาดรูปโดยใช้ฉากของสวนดอกไม้เขาเอง นั้นกลายเป็นผลงานที่โด่งดังซะยกใหญ่เลยล่ะ แล้วเขาก็เสียชีวิตลงตอนอายุ 86 ปี